ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นหนังสยองขวัญ-เขย่าขวัญที่ใช้บรรยากาศสะกดเราได้อยู่มือและกระตุกต่อมความอยากรู้อยากเห็นของเราให้ทำงาน ‘หนัก’ แทบจะตลอดเวลาได้ขนาดนี้ ซึ่ง “The Witch” (2016) ผลงานสุดฮือฮาของผู้กำกับ Robert Eggers ที่ทำให้เจ้าตัวคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2015 มาครองเรื่องนี้สามารถทำได้อย่างน่าชื่นชม

หนังเล่าเรื่องราวที่อิงจากเรื่องเล่าพื้นบ้านของนิวอิงแลนด์ในยุคทศวรรษ 1630 ที่มีบทสนทนาจริงๆที่ถูกบันทึกไว้ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย เมื่อครอบครัวผู้อพยพชาวอังกฤษครอบครัวหนึ่งที่นำโดย 2 สามีเมีย William และ Katherine กับลูกๆของคุณถูกเฉดหัวไล่ออกจากชุมชนโดยคริสตจักร พวกเขาจึงเดินทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานในเขตชายป่าในนิวอิงแลนด์ กระทั่งเป็นจุดเริ่มของเหตุการณ์แปลกแปลก เมื่อลูกคนเล็กของพวกเขาหายตัวไปและ Thomasin บุตรสาวคนโตก็ไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้ ส่วน Caleb ลูกคนรองก็มีอาการแปลกๆหลังกลับจากป่าที่ซึ่งร่ำลือว่ามี ‘สิ่งชั่วร้าย’ อาศัยอยู่ในนั้น

“The Witch” (2016) เป็นหนังที่ใช้ตัวละครน้อยมากเพียง 5-6 รายแค่นั้นแถมยังจำกัดสถานที่ในเรื่องไว้เพียงแค่รอบๆบ้านติดชายป่าและภายในป่าเพียงแค่นั้นหนังเลือกที่จะใช้ ‘ดนตรีประกอบ’ เท่าที่จำเป็นและก็มาในโทนเสียงกรีดแหลมเหมือนดนตรีประกอบในหนังสยองยุค 80-90 ที่เผ่านาช่วยเสริมความน่าขนลุกได้พอดี ผู้กำกับ Eggers นำเสนอเรื่องราวได้อารมณ์ ‘จริง’ มาก ตัวหนังมีบรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจเลย การดูหนังเรื่องนี้มันเหมือนเราหลงไปเดินกลางป่าลึกแล้วได้ยินเสียงแปลกๆ เจอเหตุการณ์แปลกๆ จนสติกระเจิงไปหมด คิดจะกลับก็ทำไม่ได้ แต่จะไปต่อก็ไม่กล้าก้าวขา ทั้งยังต้องขบคิดปะติดปะต่อปริศนาทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้าไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะใจความสำคัญที่ว่า ‘แม่มดมีจริงไหม?’ และ ‘ถ้ามีจริง ใครละที่เป็นแม่มด ? คนในบ้านนี้หรือคนภายนอก ?’

หนังเปิดฉากที่ตัวละคร William และครอบครัวถูกเฉดหัวไล่ แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลแก่เราว่าพวกเขาทำอะไรผิด ถึงต้องถูกขับไล่ไสส่งออกไป ซึ่งหนังก็สร้างความสงสัยให้เราได้ทันทีตั้งแต่เปิดเรื่อง ก่อนจะพาเราไปสำรวจชีวิตในที่ทางอาศัยแห่งใหม่ใกล้ชายป่าของ William ที่มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น

ตัวหนังมีเรื่องบาป พระเจ้า สวรรค์ นรก ซาตาน มาช่วยเสริมให้เนื้อหาดูจริงจังขึ้นไปอีก โดยที่สำคัญที่สุดก็คือการสะท้อนในแง่มุมของมนุษย์ที่พ่ายแพ้ต่อสิ่งชั่วร้ายอย่างไม่มีทางสู้ ทั้งความชั่วร้ายจากมนต์ดำและความชั่วร้ายจากภายในจิตใจของตนเอง
ครอบครัวของ William อาจะพูดได้ว่าถูกเลือกทดสอบศรัทธาและสติครั้งใหญ่ เราจะเห็นได้ว่า แม้จะสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าและตระหนักถึงเรื่องบาปผ่าน ‘ปาก’ อยู่ตลอด แต่เราก็ค่อยๆความคิดว่ามี ‘คำสวด’ ไม่ได้ทำให้เรื่องใดๆดีขึ้น ‘พระเจ้าเหมือนจะทอดทิ้งครอบครัวนี้ไปแล้ว’ เริ่มตั้งแต่การที่ลูกน้อยทารกหายตัวไป รายต่อมาก็คือ Caleb ไหนจะเรื่อง ‘แพะดำ’ ที่ปรากฏตัวขึ้นมาท่ามกลางเรื่องเลวร้าย เราจะได้เห็นตัวละคร Thomasin เป็นคนที่เหมือนเป็นส่วนเกินในบ้าน ตั้งแต่ทำน้องคนเล็กหายไป จนคุณรู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นที่รักของบ้านหลังนี้ โดยเฉพาะกับ Katherine ผู้เป็นแม่ ส่วน William ที่ต้องการจะทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด แต่ก็เขาก็ไม่ได้บริบูรณ์ เพราะการเป็นคนปากหนักและโกหกทำให้ Thomasin ต้องถูกดุด่าต่อหน้าต่อตา ถักมาที่ Caleb ที่หนังเผยให้เรามองว่าเขากำลังอยู่ในวัยที่แตกเนื้อชายหนุ่มและสนใจในเพศตรงผ่านด้วยการแอบจ้องมองพี่สาวยามเผลอ ซึ่งนี่เป็นรายละเอียดที่ใส่เผ่านาได้ดี เพราะทำให้ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นในป่า’ ของตัวละครนี้ สมเหตุสมผลมีน้ำหนัก ด้านน้องแฝดก็เป็นตัวแทนของความซน ความไร้เดียงสาที่พร้อมถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ ถ้าสังเกตจะพกว่าทุกคนในบ้านนี้ล้วนมีความระแวงกันเองแฝงอยู่ภายใน ยิ่งมีเรื่อง ‘แม่มด’ เผ่านาอีกก็ยิ่งทำให้ภาพความร้าวฉานของครอบครัวนี้เด่นชัดขึ้น

ด้านผู้แสดง Anya Taylor-Joy เป็นรายที่โดดเด่นมากๆ เด่นที่สุดและสำคัญตรงที่นางน่ารักมากๆ ยิ้มสดใส ชวนให้เคลิ้มได้ง่ายๆ ส่วนเรื่องแสดงก็ทำได้ดี เหมาะกับหน้าที่ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าคุณคือใครมาจากไหน แต่ดูจบก็ต้องบอกว่านี่เป็นอีกดาราหนังที่มีแววรุ่งมากในอนาคต ถ้าได้บทดีๆมาช่วยดันอีกที ฉะนั้นจับตาดูนางไว้ให้ดี ส่วนรายอื่นๆก็ถือว่าเลือกมาได้สมหน้าที่ทั้งสิ้นครับ

โดยสรุป “The Witch” (2016) เป็นหนังสยอง-เขย่าขวัญที่มีบทฉลาด มันเหมือนการได้นั่งฟังเรื่องเล่าเก่าแก่ที่คนเล่ารู้ว่าควรผ่อนหนักเบาตรงไหนเพื่อให้ตรึงเราให้คาดเดากันตลอดเวลา หนังมีหลายฉากที่ผู้กำกับ Eggers จงใจแช่กล้องจับภาพบรรยากาศป่าที่น่าวังเวงให้เราได้สอดส่องสายตา พร้อมคาดหวังว่าจะเจออะไรโผล่มาบนจอไหม และ มีฉากที่ชวนให้สะดุ้งขนลุกอย่างได้ผล โดยเฉพาะเป็นอย่างมากเหตุการณ์ในช่วงท้ายที่หนังพาเราไปไกลถึงจุดที่ทุกอย่างคลี่คลายออกมาได้ชนิดน่าขนลุก ทั้งนี้เมื่อมองลึกลงไปนี่นับเป็นหนังแม่มดที่เล่าเรื่องราวมุมมองที่แปลกกว่าเรื่องอื่นๆ ผ่านเรื่องราวที่ทำให้เราคิดว่ามนุษย์เราหันหลังให้พระเจ้าได้ยังไงและทำไมถึงเลือกเดินเข้าไปในความมืด