Page 2 of 3

ลีซุนชิน ครอบครัวนี้มีรัก (You’re the Best Lee Soon Shin)

ละคร "ลีซุนชิน ครอบครัวนี้มีรัก  (You're the Best Lee Soon Shin)" นำเสนอเรื่องราวของสาวน้อย "ลี ซุนชิน" บุตรสาวคนเล็กของครอบครัวที่เสมอเหมือนเป็นแกะดำของบ้าน  เพราะนอกจากจะไม่สวยแล้วยังไม่ค่อยฉลาด (เมื่อเทียบกับพี่สาวสองคน) ผลการเรียนก็ย่ำแย่ แถมความถนัดยังไม่โดดเด่น ไม่เก่งด้านใดสักอย่าง ทำอะไรมักผิดพลาดเสมอ ที่สำคัญคุณยังหาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าตนเองชอบหรืออยากทำอะไร สัมภาษณ์งานที่ไหนเลยไม่มีใครรับ คุณจึงต้องรับจ้างทำงานพาร์ทไทม์แลกกับเงินเพียงน้อยนิด ผิดกับพี่สาวสองคนที่ทั้งสวย ทั้งฉลาดและเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว ซ้ำร้ายคุณยังโดนนักต้มตุ๋นหลอกว่าจะปั้นให้เป็นดารา ส่งผลให้เป็นหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่รู้สึกตัวเลยต้องทำงานหาเงินใช้หนี้ ชะตากรรมของซุนชินยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นเมื่อพ่อของคุณเสียชีวิตจากอุบัติเหตุแบบมีเงื่อนงำ แต่หลังได้พบและรู้จักกับ "ชิน จุนโฮ" ซีอีโอ บริษัท กาบี เอ็นเตอร์เทนเมนท์  ชีวิตของลีซุนชินก็เปลี่ยนไป…

หลัง "ลี ชางฮุน" ผู้เป็นสามีอุ้มเด็กทารกเพศหญิงมาที่บ้านโดยอ้างว่าพบเด็กถูกทิ้งที่ป้ายรถเมล์ "คิม จองแอ" ก็เลี้ยงดูเด็กน้อยเสมือนเป็นลูกตนเอง ทั้งๆ ที่มีบุตรสาวอยู่แล้วสองคน แม่ของชางฮุนตั้งชื่อเด็กน้อยคนนี้ว่า "ลี ซุนชิน" ตามชื่อวีรบุรุษของชาติ*   เพราะคิดว่าจองแอไม่มีลูกชาย ทั้งยังหวังให้เด็กน้อยเติบใหญ่เป็นคนเข้มแข็งและกล้าหาญเหมือนยอดนักรบลีซุนชิน แต่ชื่อนี้กลับส่งผลเสียและสร้างความอับอายให้ซุนชินมากกว่า ไม่ว่าใครเห็นหรือได้ยินชื่อคุณแล้วเป็นต้องรู้สึกขำ เพราะนอกจากจะเป็นชื่อผู้ชายแล้ว ยังเป็นชื่อของนักรบผู้กอบกู้ชาติอีกด้วย

หลังเรียนจบซุนชินก็ตระเวนหางานประจำทำ แต่หามานาน 2-3 ปีก็ยังไม่มีใครจ้าง คุณเลยต้องทำงานพาร์ทไทม์ไปพลางๆ วันหนึ่งซุนชินได้พบกับนักต้มตุ๋นที่สวมรอยเป็นชิน จุนโฮ เขาหลอกล่อให้คุณมาเป็นดาราในสังกัดโดยบอกว่าคุณมีแววเป็นดารา ตอนแรกซุนชินไม่สนใจแต่จองแอแม่ของคุณกลับช่วยเหลือเต็มกำลัง ทั้งๆ ที่พ่อไม่เห็นด้วย (นับเป็นนัดแรกที่จองแอช่วยเหลือและเชื่อมั่นในตัวชุนชิน) จองแอพาซุนชินไปพบจุนโฮตัวปลอมที่ร้านกาแฟด้วยตัวเอง หลังเซ็นสัญญาแบบเร่งรีบซุนชินถึงได้รู้ว่าตนเองถูกนำชื่อไปแอบอ้างกู้เงินธนาคารจำนวน 20 ล้านวอน  (ราว 6 แสนบาท)  ซุนชินไม่กล้าบอกพ่อแม่ คุณจึงแก้ปัญหาด้วยการไปดักจับนักต้มตุ๋นที่ร้านกาแฟของ "คิม ยองฮุน" ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของบริษัท กาบี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (คุณโดนหลอกที่ร้านนี้)  หลังปักหลักเฝ้ารออยู่นานในที่สุดนักต้มตุ๋นคนดังกล่าวข้างต้นก็กลับมาล่อลวงเหยื่อรายใหม่ที่ร้านดังที่กล่าวถึงแล้วจริงๆ แต่พอเห็นซุนชินเขาก็รีบวิ่งหนีไป ซุนชินไล่ตามนักต้มตุ๋นไปตามถนนจนเกือบถูกรถของจุนโฮ (ตัวจริง) ชน พอคิดว่าคนร้ายหนีไปได้ ซุนชินก็ปล่อยโฮกลางถนนและโทษว่าเป็นความผิดของจุนโฮ

ชิน จุนโฮ (อดีตนักร้องนักแต่งเพลงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในอัลบั้มแรก แต่กลับล้มเหลวหลังออกอัลบั้มที่สอง แถมยังต้องเลิกรากลับแฟนสาว "ชเว ยอนอา" ซึ่งเป็นดารา) ทาบทามยอนอาให้มาเป็นดาราในสังกัด แต่ยอนอาปฏิเสธโดยบอกว่าคุณกำลังจะตั้งบริษัทของตน  คุณอยากได้ "ซง มีรยอง" (ผู้แสดงชื่อดังของบริษัทกาบี) มาเป็นดาราในสังกัดตน จึงเอ่ยปากขอมีรยองจากจุนโฮตรงๆ จุนโฮพยายามหว่านล้อมให้ยอนอาเลิกล้มความคิดที่จะตั้งบริษัทและหันมาเป็นดาราในสังกัดตน ยอนอาอ้างว่าคุณไม่เชื่อมือจุนโฮและท้าให้จุนโฮปั้นซุนชินเพื่อให้เป็นการพิสูจน์  (คุณเห็นซุนชินร้องไห้กลางถนน) หากเขาทำให้ซุนชินเป็นดาราดังได้สำเร็จ คุณจะยอมเป็นดาราในสังกัดของจุนโฮ

จุนโฮรับคำท้าและชวนซุนชินมาเป็นดาราในสังกัด แต่ซุนชินพึ่งจะโดนหลอกมาหมาดๆ เลยคิดว่าเขาเป็นพวกนักต้มตุ๋น หลังชางฮุนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต จองแอเกิดสงสัยว่าซุนชินอาจเป็นลูกยก้รักของชางฮุน คุณจึงตามสืบจนรู้ว่าแม่แท้ๆ ของซุนชินคือผู้แสดงชื่อดัง "ซง มีรยอง" ซึ่งเคยคบกับชางฮุนเมื่อครั้งในอดีต จองแอคิดว่าสามีไม่ซื่อสัตย์กับตนจึงรู้สึกเสียใจมาก ทั้งยังรู้สึกโกรธที่โดนสามีหลอกให้เลี้ยงดูลูกของมีรยอง  คุณจึงเริ่มแสดงท่าทีที่เย็นชากับซุนชิน

จุนโฮพยายามหว่านล้อมให้ซุนชินมาเป็นดาราในสังกัด พอรู้ว่า "ชิน จุนโฮ" เป็นซีอีโอตัวจริง ประกอบกับสภาวะบีบบังคับ ซุนชินจึงยอมเซ็นสัญญาเพราะต้องการนำเงินไปใช้หนี้และอยากให้คนในครอบครัวของคุณภาคภูมิใจ ถึงกระนั้นคุณก็ยังไม่กล้าบอกแม่และยังคงทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟ (ของยองฮุน) ต่อไป พอรู้ว่าซุนชินกำลังเตรียมตัวเป็นดารา แถมยังเรียนการแสดงแบบตัวต่อตัวที่บ้านมีรยอง จองแอก็ค้านแบบหัวชนฝา ซุนชินยืนกรานว่าจะเรียนการแสดงต่อไปและขอโอกาสพิสูจน์ความชำนาญของตนเองดูสักครั้ง  จองแอโกรธที่ซุนชินไม่เชื่อฟังจึงไล่ซุนชินออกจากบ้าน

อัจฉริยะหมอ 2 แผ่นดิน (Doctor Stranger)

ละคร "อัจฉริยะหมอ 2 แผ่นดิน (Doctor Stranger)" นำเสนอเรื่องราวของ "ปาร์ค ฮุน"  แพทย์ชายหนุ่มสุดอัจฉริยะชาวเกาหลีใต้ที่ถูกส่งไปเกาหลีเหนือพร้อมพ่อตั้งแต่ยังเด็กและมีเหตุให้ต้องปักหลักอยู่ตรงนั้น ระหว่างใช้ชีวิตที่เกาหลีเหนือเขาได้เรียนรู้วิชาด้านการแพทย์จาก "ปาร์ก ชอล" ผู้เป็นพ่อ ทั้งยังเคยผ่าตัดผู้คนมานับครั้งไม่ถ้วนจนเปลี่ยนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก หลังหลบหนีกลับมาที่เกาหลีใต้ เขาได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมยองอู และได้พบแพทย์หญิงคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าละม้ายเหมือนคนรักชาวเกาหลีเหนือที่เขาเฝ้าตามหามานาน

ละครเปิดฉากขึ้นในปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) ที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตอนที่เกิดความตึงเครียดรอบๆคาบสมุทรเกาหลี หลังเกาหลีเหนือถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธปรมาณู และยังคงเดินหน้าสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณูต่อไป ขณะที่ผู้นำเกาหลีเหนือ "คิม อิลซอง*" ไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะมานานนับสิบวัน

* คิม อิลซอง เป็นผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ  อยู่ในอำนาจตรงเวลายาวนานถึงสี่สิบกว่าปี  ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจขาดเลือด ช่วงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ขณะอายุได้ 82 ปี 

เช้าวันนั้นเด็กชาย "ปาร์ค ฮุน" กำลังจะไปโรงเรียนตามธรรมดา ส่วน "ปาร์ค ชอล" พ่อของเขา (ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมยองอู) กำลังจะเดินทางไปศาล หลังเป็นโจทย์ยื่นฟ้องโรงพยาบาลมยองอู แต่แล้วอยู่ๆ "จาง ซอกจู" จากสภาความมั่นคงแห่งชาติก็มาหาปาร์ค ชอลที่บ้าน และบอกว่าวันนี้ที่ศาลไม่มีการไต่สวนคดีทางการแพทย์ เพราะเขาโทรฯ ไปขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผล "เพื่อให้ความมั่นคงของชาติ"  

ปาร์ค ชอล สงสัยว่าการเปิดโปงความผิดพลาดทางการแพทย์เกี่ยวข้องอะไรกับความมั่นคงของชาติ จาง ซอกจู จึงชี้ว่าอีกไม่นานจะเกิดสงครามขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี  ตอนนี้เรือบรรทุกเรือบินพลังงานปรมาณู ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตันของสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยเรือรบหลายสิบลำ และเรือดำน้ำพลังงานปรมาณู ได้เคลื่อนทัพมาเตรียมถล่มโรงงานปรมาณูของเกาหลีเหนือ ซึ่งแน่ๆว่าเกาหลีเหนือจำเป็นจะต้องตอบโต้จนเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้  (สหรัฐมีฐานทัพอยู่ในเกาหลีใต้)  และคนที่จะยับยั้งสงครามในคราวนี้ได้ก็มีเพียง "ปาร์ค ชอล"  ดังนั้นเขาจึงควรเดินทางไปเกาหลีเหนือเพื่อให้ผ่าตัดหัวใจให้ผู้นำ "คิม อิลซอง" ซึ่งมีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ หากไม่ได้รับการผ่าตัดคิม อิลซองจะอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ถ้าผู้นำเป็นอะไรไปเกาหลีเหนือจะปั่นป่วน และนั่นก็เป็นโอกาสทองของสหรัฐที่จะบุกเข้าโจมตี 

แม้จะรู้ว่าเป็นงานที่เสี่ยงแต่ปาร์ค ชอลไม่มีทางเลือก เขาจึงติดต่ออดีตเมียให้มารับฮุนไปดูแลแต่กลับถูกคุณปฏิเสธอย่างไม่ใยดี เขาจึงให้ฮุนไปพักที่บ้านหมอชเวชั่วคราว จากนั้นก็เดินทางไปรักษาคิม อิลซองที่เมืองเปียงยาง… จาง ซอกจู รายงานเรื่องการส่งแพทย์ไปรักษาผู้นำเกาหลีเหนือเพื่อให้ยับยั้งสงครามให้ที่ประชุมทราบโดยชี้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะถ้าหากโดนโจมตีเกาหลีเหนือควรต้องยิงถล่มฐานทัพสหรัฐในเกาหลีใต้เพื่อให้เป็นการตอบโต้ ถึงกระนั้นเป้าหมายที่แท้จริงของเกาหลีเหนือคือโรงงานปรมาณูของเกาหลีใต้  ถ้าโรงงานดังที่กล่าวผ่านมาแล้วระเบิดจะมีอานุภาพร้ายแรงกว่าตอนสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาหลายหมื่นเท่า แถมที่ดิน 1 ใน 3 ของเกาหลีใต้จะไม่สามารถอยู่อาศัยได้ตรงเวลานานถึง 200 ปี

ขณะผ่าตัด หัวใจคิม อิลซองเกิดหยุดเต้น ปาร์ค ชอลจึงรีบทำซีพีอาร์ (กู้ชีพ) เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือบอกเชิงข่มขู่ว่าเขาต้องช่วยชีวิตคิม อิลซองให้ได้.. ปาร์ค ชอลถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นฮุนยืนอยู่ทางด้านนอกโดยมีปืนจ่อที่หัว (โดนลักพาตัวมา) แต่ฮุนกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวทั้งยังพยักหน้าให้พ่ออย่างเชื่อมั่น เมื่อหัวใจคิม อิลซองกลับมาเต้นอีกรอบ ฮุนก็ยิ้มให้พ่ออย่างชื่นชม

หลังได้รับแจ้งข่าวร้ายว่ารัฐบาลสหรัฐอนุมัติให้ทัพของตนบุกโจมตีเกาหลีเหนือ จาง ซอกจู ก็บุกไปที่สถานทูตสหรัฐเพื่อให้ขอให้ระงับดำเนินการโจมตี พอไปถึงเขาก็ได้รับแจ้งข่าวดีว่าแผนโจมตีถูกยกเลิกแล้ว หลังจากนั้นก็มีรายงานข่าวว่า อดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ซึ่งเดินทางไปเยือนเปียงยาง ได้รับคำมั่นจากนายคิม อิลซองว่าเกาหลีเหนือจะหยุดพัฒนาอาวุธปรมาณูชั่วคราว (ในรายงานข่าวปรากฏภาพฮุนและเด็กหญิงชาวเกาหลีเหนือคนหนึ่ง (แจฮี) เป็นตัวแทนมอบดอกไม้ให้จิมมี่ คาร์เตอร์ และภริยา) 

หลังจากวันนั้นฮุนก็ฝันอยากเป็นหมอเพื่อให้จะได้ช่วยชีวิตคนเหมือนพ่อ เขานึกถึงตอนที่พ่อเย็บแผลผ่าตัดให้คิม อิลซอง จึงถักด้ายสีแดงเลียนแบบวิธีเย็บแผลของพ่อ จากนั้นก็นำไปผูกข้อมือให้แจฮีเป็นที่ระลึกก่อนเดินทางกลับเกาหลีใต้ ระหว่างเดินทางกลับฮุนกับพ่อถูกทหารเกาหลีเหนือควบคุมตัวไปที่โรงนาร้างกลางทุ่ง จากนั้นก็มีทหารจำนวนหนึ่งเล็งปืนไปที่สองพ่อลูก

หลังสหรัฐล้มเลิกแผนโจมตีเกาหลีเหนือ จาง ซอกจู ก็แปลงเป็นฮีโร่ของชาติแต่เพียงคนเดียว  ระหว่างที่เขาปรากฏตัวต่อหน้าทัพสื่อมวลชน แม่ของฮุนก็ตะโกนถามว่าลูกชายตนอยู่ไหนเลยถูกคนของซอกจูลากตัวออกไป

ตัดไปที่เกาหลีเหนือ ปรากฏว่าเหล่าทหารที่เล็งปืนใส่สองพ่อลูกต่างพร้อมใจกันยิงปืนขึ้นฟ้า เจ้าหน้าที่ "ชา จินซู" บอกปาร์ค ชอลว่า เขาถูกเพื่อให้นร่วมชาติ (จาง ซอกจู) หักหลังและทอดทิ้ง  นับจากนี้ ศาสตราจารย์ ปาร์ค ชอล จากเกาหลีใต้ ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ต่อไปเขาและลูกควรต้องใช้ชีวิตที่นี่ในฐานะชาวเมืองของเกาหลีเหนือ (เจ้าหน้าที่จินซูเรียกเขาว่า "สหายปาร์ค ชอล")

หลายปีต่อมา เด็กชายฮุนเติบโตขึ้นเป็นชายชายหนุ่มรูปงาม (ฮุนเป็นหมอที่กำลังเรียนต่อเฉพาะทาง ส่วนพ่อของเขาเป็นอาจารย์แพทย์) เขาแอบนำเทป (คาสเซ็ตต์) ผี เพลง "เทลมี" ของวงวันเดอร์เกิร์ล มาขายให้นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยและเต้นท่าเทลมีให้ดู โดยบอกว่าถ้าใครไปเกาหลีใต้แล้วไม่รู้จักเพลงนี้จำเป็นจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นสายลับแน่ๆ กิจการทำท่าว่าจะไปได้สวย แต่พอรู้ว่าผู้ตรวจการกำลังมาเหล่านักศึกษาก็พากันสลายตัว ฮุนแบกห่อเทปวิ่งหนีจ้าละหวั่นและจะตั้งมั่นว่าจะเข้าไปซ่อนตัวในโรงยิม  แต่ประตูกลับถูกล็อคจากด้านใน โชคดีที่สาวน้อยคนหนึ่งช่วยเปิดประตูแล้วพาฮุนเข้าไปหลบทางด้านใน และสาวน้อยคนนี้ก็คือ  "ซง แจฮี" คนรักของฮุนนั่นเอง (คุณยังคงสวมสร้อยช้อมือสีแดงที่ฮุนถักให้ตอนเด็กๆ) 

ปรากฏว่าฮุนลักลอบขายเทปเพลงเคป๊อปของเกาหลีใต้เพื่อให้เก็บเงินซื้อแหวน เขาคุกเข่าขอแจฮีแต่งงาน ทั้งๆ ที่รู้ว่าครอบครัวแจฮีไม่ค่อยปลื้มตนเองนัก ถึงกระนั้นเขายังคงเชื่อมั่นในโชคชะตา พอรู้ว่าพ่อแจฮีอยากพบตน ฮุนก็รู้สึกดีใจ เขาแต่งหล่อเตรียมออกไปพบว่าที่พ่อตาโดยลืมไปว่าเย็นนี้ต้องช่วยพ่อตรวจคนไข้ (ในฐานะแพทย์อาสา)  ปาร์ก ชอลบอกให้ฮุนใช้เข็มดูดของเหลวในเยื่อหุ้มหัวใจของผู้ป่วย แต่ฮุนกลัวทำพลาดจึงแย้งว่าตนพึ่งจะเรียนต่อสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิกได้เพียง 2 เดือน ปาร์ค ชอลรู้ว่าลูกชายมีความแม่นยำเรื่องกายวิภาค จึงแนะให้ฮุนใช้มือสัมผัสแล้วเชื่อมโยงความรู้สึกกับภาพอวัยวะที่ผุดขึ้นในสมอง ฮุนจึงหลับตาแล้วทำตามที่พ่อบอกจากนั้นก็ปักเข็มลงบนหน้าอกคนไข้ได้อย่างแม่นยำ หลังรักษาคนไข้ที่ต่อแถวรอยาวเหยียดจนเกือบครบ ปาร์ค ชอลก็นำช่อดอกไม้มาให้ฮุน (ให้ฮุนนำไปมอบให้แจฮี) แล้วบอกว่าตนจะรักษาคนไข้ที่เหลือเอง

ฮุนรีบปั่นจักรยานไปหาแจฮีที่บ้าน (แฟลต) แต่กลับพบว่าไม่มีใครอยู่  ประตูบ้านก็ไม่ได้ล็อค แถมข้าวของภายในบ้านยังถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย เมื่อได้ยินเสียงแจฮีร้องเรียก เขาจึงรีบออกตามหาท่ามกลางสายฝน แจฮีวิ่งเผ่านากอดฮุนแล้วร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นทหารเดินเผ่านาใกล้ แจฮีก็มองหน้าฮุนเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจูบลา ก่อนถูกทหารลากตัวไป  ฮุนพยายามขัดขวางจึงถูกด้ามปืนตีที่ศีรษะจนล้มทรุดและหมดสติในที่สุด

ปรากฏว่าพ่อแจฮีโดนจับฐานก่ออาชญากรรมทางการเมือง ส่งผลให้คนในครอบครัวต้องพลอยรับโทษตามไปด้วย ปาร์ค ชอลรู้ว่าลูกชายตนต้องออกตามหาและหาทางช่วยแจฮีแน่ จึงเตือนฮุนว่าอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ มิเช่นนั้นจะเดือดร้อนและแปลงเป็นผู้ต้องสงสัยไปอีกคน ฮุนไม่สนใจคำเตือนของพ่อและเดินจากไปทั้งยังบาดเจ็บ เมื่อเปิดประตูห้องเขาก็พบว่ามีทหารยืนอยู่ที่หน้าบ้าน หนึ่งในนั้นถามว่า เขาคือ "หมอปาร์ค ฮุน" ใช่ไหม

ฮุนถูกทหารคุมตัวไปที่ศูนย์วิจัยทางการแพทย์ (ในพระราชวังกึมซูซาน) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้ดูแลสุขภาพผู้นำคิม อิลซองโดยเฉพาะ คนที่เข้าไปแล้วจะไม่มีสิทธิกลับออกมา หากใครคิดหนีจะถูกยิงทันที ใครทำดีมีความชำนาญจะได้ทำหน้าที่หมอต่อไป แต่ถ้าใครทำได้ไม่ดีหรือบกพร่องต่อหน้าที่ก็จะแปลงเป็นหนูลองของหมอคนอื่นๆ

หลังผ่านไปนาน 5 ปี ฮุนแปลงเป็นหมออัจฉริยะด้านศัลยกรรมทรวงอกเช่นเดียวกับพ่อ (เขาต้องผ่าตัดผู้คนตามคำสั่งนับครั้งไม่ถ้วน รวมทั้งคนสุขภาพดีที่ถูกส่งมาเป็นหนูลอง และต้องผ่าตัดตอนไฟดับบ่อยครั้ง) ที่ผ่านมาฮุนมักออกไปสืบหาข่าวคราวของแจฮีตามสถานที่กักกันในตอนกลางคืนทั้งที่รู้ว่ามีโทษถึงตาย แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อแจฮีและพ่อของคุณถูกส่งตัวมาเป็นหนูลองที่ศูนย์ฯ ฮุนได้รับคำสั่งให้นำอวัยวะของแจฮีไปเปลี่ยนให้พ่อของคุณทั้งๆ ที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะในคราวนี้จะมีหมอชาวต่างชาติ (ว่าที่สปอนเซอร์) มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ฮุนรับไม่ได้ที่ต้องคร่าชีวิตคนๆ หนึ่ง เพื่อให้นำอวัยวะไป (ลอง) ช่วยชีวิตอีกคน แถมคนที่เขาต้องปลิดชีวิตคือผู้หญิงที่เขารักและเฝ้าตามหามาตลอด 5 ปี ในตอนนั้นแจฮีอยู่ในสภาพสะบักสะบอมและจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนไต ฮุนจึงคิดที่จะนำไตของพ่อแจฮีมาเปลี่ยนให้กับแจฮีแทน (ก่อนหน้านี้พ่อแจฮีขอร้องให้ฮุนช่วยชีวิตแจฮีโดยไม่ต้องห่วงตน) ฮุนรู้ทั้งรู้ว่าถ้าทำเช่นนั้นพ่อของแจฮีจะเสียชีวิต เพราะพ่อแจฮีสุขภาพไม่สู้ดี ทั้งยังเหลือไตที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียว แถมตัวฮุนเองก็จะมีความผิดที่ฝ่าฝืนคำสั่ง แต่เขาไม่อาจฆ่าคนรักด้วยน้ำมือตนเองได้

เจ้าหน้าที่ "ชา จินซู" เห็นฮุนเตรียมผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะให้นักโทษหญิง (แจฮี) แทนที่จะเป็นนักโทษชาย จึงรีบทักท้วง ฮุนอ้างว่าการผ่าตัดให้แจฮีจะแสดงทักษะและความชำนาญของตนได้ดียิ่งกว่า (เป็นการผ่าตัดโชว์ทักษะด้านการแพทย์ให้ฝรั่งดู หากผลงานเป็นที่พอใจจะได้รับเงินส่งเสริม) จินซูไม่พอใจที่ฮุนขัดคำสั่งจึงกวักมือเรียกลูกน้อง… ปาร์ค ชอลกลัวฮุนถูกลงโทษจึงรีบบอกว่าฝรั่งยินดีให้การเกื้อหนุนแต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อ คือ ทางศูนย์ฯ ต้องอนุญาตให้พวกเขาพาฮุนไปแสดงความชำนาญด้านการแพทย์บนเวทีระดับโลก

พอรู้ว่าจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปยังเมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ฮุนก็ปฏิเสธทันควันเพราะเป็นห่วงแจฮี หลังฮุนเข้าไปดูอาการของแจฮีแล้ว ไฟก็ดับทั้งตึก (ที่เกาหลีเหนือไฟดับบ่อย) คืนนั้นปาร์ค ชอลแอบเข้าไปพบฮุนในเขตหวงห้ามเพื่อให้หว่านล้อมให้ฮุนยอมเดินทางไปฮังการี (พ่อของฮุนคิดแผนและเตรียมลู่ทางหลบหนีเอาไว้ให้) ฮุนกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้าจึงบอกให้พ่อรีบกลับไปก่อนไฟมา ปาร์ค ชอลบอกลูกว่านี่เป็นโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายที่ฮุนจะหลบหนีไปจากที่นี่ได้ แต่ฮุนปฏิเสธเพราะไม่ต้องการทิ้งแจฮีไว้ที่นี่ ปาร์ค ชอลจึงบอกว่าแจฮีจะเดินทางไปฮังการีด้วย เขาอวยพรให้ฮุนครองรักกับแจฮีอย่างเป็นสุขและบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงตน แต่ฮุนไม่อาจทิ้งให้พ่ออยู่เกาหลีเหนือตามลำพังจึงไม่ยอมไป

ฮุนเดินไปส่งพ่อด้วยความเป็นห่วงและบอกให้พ่อหนีไปทางอุโมงค์ลับ พ่อบอกให้เขาลองคิดดูอีกทีและย้ำว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่ฮุนจะหนีไปจากที่นี่ได้ ในตอนนี้ฮุนเป็นห่วงความปลอดภัยของพ่อมากกว่าจึงเร่งให้พ่อรีบกลับไปก่อนไฟมา แต่พ่อของเขากลับแสดงท่าทีอิดออดทั้งยังคว้าแขนฮุนเอาไว้อย่างอาลัยอาวรณ์ หลังส่งพ่อที่หน้าประตูแล้วฮุนก็เดินกลับเข้าในในอาคาร ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงคนล็อคประตู หลังจากนั้นแสงไฟก็กลับมาสว่างไสวอีกรอบ ฮุนรู้ได้ทันทีว่าพ่อของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรีบวิ่งกลับไปหาพ่อแต่ประตูถูกล็อคจากทางด้านนอก

ฮุนเห็นพ่อยืนสงบนิ่งอยู่กลางสนามโดยมีแสงไฟสปอร์ตไลท์สาดส่องจึงได้แต่ร้องเรียกพ่อ… ปาร์ก ชอลหันกลับมามองและยิ้มให้ฮุนเป็นครั้งสุดท้าย ฮุนถึงกับช็อคเมื่อเห็นพ่อถูกยิงเข้าที่กลางหลังต่อหน้าต่อตา หลังปลดล็อคประตูได้สำเร็จฮุนก็วิ่งฝ่าทหารเข้าไปกอดร่างพ่อ ก่อนตายปาร์ค ชอลขอให้ฮุนรับปากว่า จากนี้ไปต้องไม่ลืมว่าตัวเองเป็นหมอ วันรุ่งขึ้นฮุนและแจฮี (ซึ่งยังไม่ฟื้น) ถูกส่งตัวไปบูดาเปสต์ ประเทศฮังการีตามแผน โดยมีเจ้าหน้าที่จากเกาหลีเหนือคอยตามประกบทุกฝีก้าว

ฮุนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้พาแจฮีหนีไปลี้ภัยที่สถานทูตเกาหลีใต้ประจำกรุงบูดาเปสต์ แต่กลับถูกจาง ซอกจูขัดขวาง (ซอกจูไปกล่าวปาฐกถาที่บูดาเปสต์เลยรู้ว่าฮุนยื่นคำร้องขอลี้ภัยทางการเมือง – เขากำลังเตรียมชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเลยกลัวว่าจะถูกฮุนเปิดโปงเรื่องราวในอดีต) แจฮีถูกเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือยิงและพลัดตกลงไปในแม่น้ำ (หลังพึ่งจะฟื้นจากผ่าตัดได้ไม่นาน) ส่วนฮุนโดนยิงที่ไหล่และถูกส่งกลับเกาหลีใต้ในที่สุด

สารวัตรหมาบ้า

เรื่องย่อ
เมื่อเกิดคดีสยองขวัญขึ้นกับเด็ก สารวัตรมือทองอย่างวสันต์จึงได้รับหน้าที่ให้ดูแลคดี
แต่แล้วสิ่งที่เขากำลังคิดว่าทำถูกแล้ว กลับแปลงเป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน
ทางออกของเรื่องคืออะไร แล้วนายตำรวจบ้าระห่ำอย่างเขาจะผ่านมันไปได้หรือเปล่า
ความสูญเสียของเขา หรือใคร? ท้ายสุดแล้วมนุษย์หน้าไหนจะชดใช้ได้ 

สัมผัสส่วนตัวโดยรวม

ก่อนดู  =>  บอกเลยว่าเป็นหนึ่งตัวอย่างหนังไทยที่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าฝรั่งตัวโต
ที่นั่งด้านข้าง ดูแล้วบอกว่า "น่าสนใจ" และเราก็คิดว่ามันน่าสนใจตามนั้นจริงๆ
โดยไม่ได้ดูข้อมูลว่าใครเป็นผู้กำกับ บทประพันธ์สร้างสรรค์โดยใครใดๆทั้งสิ้น 
หนังมันน่าดูจริง (เพลงทำขนลุกดี) และต่อไม่ได้ตั๋วฟรี เราก็ตั้งอกตั้งใจว่าจะเข้าไปอุดหนุนให้ได้

แต่เราก็ได้ตั๋วฟรีมาด้วยบุญหนุนนำจนได้ Smiley

ขณะดู  => ในจังหวะที่เราดู เราความคิดว่ามีหนักหัวขึ้นทีละน้อยๆ จนในที่สุดก็รู้สึกหนึบหน่วงไปหมด
อาจเป็นเพราะความเครียดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการดูหนัง เราไม่ชอบการเดินกล้องแบบไหวๆ
มันทำให้เวียนหัว แต่นั่นก็ไม่ใช่องค์ประกอบหลักที่ทำให้เกิดความหน่วงที่ว่า

"บทพูด" ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เราขมวดคิ้วไปสิบสามตลบ
ด้วยความคิดที่ว่า "พูดอะไร?" ภาษาของบางตัวละคร 
กับบางฉาก มันเหมือนไม่ใช่คำพูดที่คนจริงๆคุยกัน

หลังดู  => ส่วนตัวแล้วผิดหวัง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนังไม่ดีนะ
แต่เราคาดหวังแบบผิดๆต่างหาก จากตัวอย่างของหนังทำให้คิดว่า
การตีตั๋วเข้าไปดู เราจะได้เห็นการเสียดสีSystemการทำงานของตำรวจ
เสียดสีสังคม ดราม่าจัดๆ หักมุมเน้นๆ อารมณ์ Street Kings หรือ Internal Affairs 
แต่ทุกอย่างมันผิดเพี้ยนไปหมดจากความคิดตั้งต้น

ถึงอย่างนั้น ความยินดีอย่างนึงที่ได้ดูก็คือ ในขณะที่หนังไทยมีแต่
เรื่องรักวัยรุ่นหรือหนังผีอิงกระแสเต็มโรงไปหมด
ทั้งตอนนี้ ก่อนหน้า หรืออนาคต
"สารวัตรหมาบ้า" ทำให้เราเห็นความต่างที่สร้างสรรค์

เรื่องย่อโดย Buacome30 
ขอบคุณข้อมูล  Kapook 
ขอบคุณภาพหนัง  สหมงคลฟิล์ม แฟนเพจ

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เดอะมูวี่ 23 ศึกชิงอัญมณีสีคราม

หวนกลับมาเกือบครบรอบปีซะที สำหรับ โคนัน เดอะมูวี่ 23 ที่ผมเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ตัวอย่างออกมาใหม่ ๆ แล้ว

ด้วยความพิเศษของภาคนี้คือ การใช้ฉากในต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้สิงคโปร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่แหล่ะครับ เป็นลานประลองให้ตัวละครมาประมือกันบนแดนแห่งสิงโต ที่มีเจ้าเด็กแว่นโผล่มา ก็ย่อมต้องเกิดเหตุระทึกขวัญ สั่นประสาท ชวนให้ติดตาม ซึ่งผมในฐานะที่ตามดูมาตลอดทั้ง 23 ภาค ผมมองว่าการที่โคนันจะไปในทางเน้นฉากแอ็คชั่นเนี่ย ก็เป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว

ต้องอธิบายก่อนนะครับว่า เนื้อเรื่องในเดอะมูฟวี่นั้น ไม่ใช่เส้นเรื่องหลักของยอดนักสืบจิ๋วโคนันนะครับ เช่นเดียวกับทีวีซีรีส์บางตอนก็เป็นเรื่องที่ใส่เผ่านาโดยทีมงาน หาได้เป็น อ. อาโอยาม่า โกโช ผู้เขียนมังงะอะไร เพราะฉะนั้นแล้วถ้าถามหาเส้นเรื่องหลักต่าง ๆ ในเดอะมูฟวี่ก็คงต้องบอกตามตรงว่า ไม่มีเลยครับ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนั้น ต้องติดตามในทีวีซีรีส์หรือมังงะเอาดียิ่งกว่า เพราะเรามาดูเดอะมูฟวี่ ก็เพื่อให้ความสนุกสุดระห่ำ โดยไม่ต้องสนใจ ตรรกะ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ (ไปนู่นเลย) แต่ก็มีบ้างที่จะหยิบเหตุการณ์จากทีวีซีรีส์บางตอนมาช่วยอธิบายเหตุการณ์หรือความเกี่ยวพันของตัวละครในเรื่องด้วย ซึ่งแน่ๆว่ามันก็คงไม่ได้สัมพันธ์กันกับเนื้อเรื่องมากสักเท่าไหร่

นี่คือเดอะมูฟวี่ เพราะงั้นจะโม้อะไรก็คงไม่ใช่เรื่องที่ทำลายความเป็นโคนัน อย่างที่คนอีกจำนวนไม่น้อยบอกไว้หรอกครับ

เอาล่ะ ไม่ให้เป็นที่เสียเวลา ขอเล่าเรื่องย่อคร่าว ๆ ก่อนกันเลยนะ

เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นในสิงคโปร์ ในที่เกิดเหตุมีสาสน์ท้าเตือนของคิดเปื้อนเลือดติดอยู่ พร้อมกับเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นไล่เลี่ย ทำให้โคนันนั้นถูกลักพาตัวมาที่สิงคโปร์ เพื่อให้ช่วยเหลือจอมโจรคิดที่พยายามจะลักลอบชิงอัญมณี “กำปั้นสีน้ำเงิน” ที่คนอีกหลายๆคนหมายตาไว้ แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะยังมีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดรออยู่ด้วย นั่นคือ เคียวโกขุ มาโคโตะ “ยอดนักคาราเต้ไร้พ่ายสี่ร้อยศึก” แฟนชายหนุ่มของโซโนโกะที่มาร่วมการแข่งขันคาราเต้พอดี แล้วพวกเขาจะสามารถขโมยอัญมณีสีครามได้ไหมล่ะเนี่ย?
 

สิงคโปร์ ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ในเรื่องนี้ ผมไม่รับประกันนะ5555
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน 
ภาคนี้ใช้สถานที่จริงในสิงคโปร์เป็นตัวเดินเรื่อง อย่าง มารีน่า เบย์ แซนดส์ เป็นต้น
 

ในภาคนี้จะมีความแตกต่างจากภาคที่แล้ว ๆ มาอย่างสิ้นเชิง ที่จะเดินเรื่องในที่ดินของเกาะญี่ปุ่น เพราะสถานที่หลักของเรื่องนี้ คือเกาะสิงคโปร์ ทางใต้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้กับเมืองไทยนี่เอง ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประเทศที่ทั้งสะอาด และ ปลอดภัยที่สุดในโลก ซึ่งนี่หรือเปล่าที่ทำให้อาจารย์โกโช เลือกสถานที่นี่เป็นหลัก เพราะจะได้สร้างความวุ่นวายได้อย่างจุใจ (เอาง่าย ๆ เตรียมไว้อาลัยให้สถานที่พวกนี้ล่วงหน้าเลยครับ5555) ตลอดทั้งเรื่อง
เราจะได้เห็นตัวละครอยู่ในสถานที่จริงของสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็น เมอร์ไลอ้อน, มารีน่า เบย์ แซนดส์, โรงแรมราฟเฟิล หรือแม้แต่ท่าเรืออ่าวสิงคโปร์ ต่างก็เป็นสถานที่สำคัญที่ถูกเสนอออกมาได้อย่างสวยงาม และสมจริง ทั้งยังแสดงวัฒนธรรมของคนในที่ดินด้วย ไหนจะเป็นงานภาพที่สวยงามตามแบบของโคนัน และรอบนี้อาจจะมีสไตล์ที่อาจจะแปลกจากภาคก่อน ๆ บ้าง ซึ่งให้อารมณ์เหมือนการ์ตูนต่อสู้ลูกผู้ชายยังไงยังงั้นเลยล่ะ 
ใครที่ได้ไปสิงคโปร์มาก่อน คงจะชื่นชมกับส่วนนี้ไม่น้อย และใครที่ไม่เคยได้ไป ก็อาจจะอยากตีตั๋วไปซะเดี๋ยวนั้นตอนที่ดูภาพยนตร์จบเลยก็ได้ (รวมผมด้วยคนนึง555) ทำให้สิงคโปร์เป็นตัวละครสำคัญที่สุดของภาคนี้เลยครับ
 อัญมณีสีครามที่ฉาบด้วยคดีฆาตกรรม
รีวิว ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เดอะมูวี่ 23 ศึกชิงอัญมณีสีคราม – โคนันมาเยือน สะเทือนทั้งสิงคโปร์ 1
รับบทหนักหน่อยนะจอมโจรคิด
เรื่องราวของภาคนี้จะกล่าวถึงอัญมณีสีคราม ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด และยังเป็นสิ่งที่จอมโจรคิดต้องการมาครอบครอง แต่เพราะทำไมนั้น ไม่บอกหรอกครับ ตัวเรื่องจะเล่าเป็นเส้นตรงสลับกับแฟลชแบล็คบ้างช่วง นอกจากจะเน้นไปที่จอมโจรคิดกับโคนัน สองคู่หูจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันไขคดีปริศนาบนเกาะนอกญี่ปุ่นเป็นนัดแรกแล้ว ยังมีเคียวโกขุ มาโคโตะ แฟนชายหนุ่มของโซโนโกะ เจ้าของฉายา “ยอดนักคาราเต้ไร้พ่ายสี่ร้อยศึก” ที่เผ่านาเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ ในเดอะมูฟวี่นัดแรกหลังจากออกมาแว้บ ๆ ในภาค 21 ปริศนาเพลงกลอนซ่อนรัก และจะเผ่านาเป็นตัวแปรของเหตุการณ์คราวนี้ด้วย ยิ่งทวีความวุ่นวายขึ้นอีก
ไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะตัวละครใหม่ ๆ มาแก้เกมไปมาระหว่างกันทางจิตวิทยาอย่างดุเดือดเลือดพล่าน พูดได้ว่าเป็นภาคที่เฉือนคมกันไปมาพอสมควร แต่อาจจะไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ก็ทำให้ลุ้นตามได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังแทรกมุขตลกที่ใครได้ดูเป็นได้ขำครืนแน่ ๆ ยิ่งคนที่ตามโคนันมาช่วงหลัง ๆ จะเข้าใจมุขได้ไม่ยาก หรือคนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกันแม้จะไม่เคยติดตามโคนันมาก็ตาม ไหนจะเส้นเรื่องของความรักในตัวละครแม้จะมีไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ผู้ชมเขินตามได้เช่นเดียวกัน ฉากไหนน่ะเหรอ ไม่บอกหรอกครับ5555
ซับซ้อนน้อยลง เน้นบู๊ระห่ำมากขึ้น
รีวิว ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เดอะมูวี่ 23 ศึกชิงอัญมณีสีคราม – โคนันมาเยือน สะเทือนทั้งสิงคโปร์ 2
โคนันตะโกนหาใครกัน คิดหรือเปล่า?
 

ในส่วนของคดีนี้ก็ถือว่าทำออกมาใช้ได้ อาจจะไม่ได้คาดเดาง่ายจนน่าเบื่อ ไม่ได้เดายากจนต้องกุมขมับ แต่ก็ทำให้แปลกใจได้พอสมควร ทริคของคนร้ายในคดีนี้ก็มีข้ออธิบายอย่างน่าเหมาะสมไม่ยืดเยื้อจนเกินไป ส่วนที่ดีในพาร์ทคดีหรือการสืบสวนคือ มีการแสดงถึงความคิดของตัวละครในเรื่องที่ใช้ในการไขคดี ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากภาคก่อนมาก ทำให้คนดูสามารถร่วมไขคดี และคิดตามได้ แต่ยังไงก็ตามก็อาจจะไม่ทั้งหมด ทั้งมูลเหตุจูงใจในการก่อคดีก็สมเหตุสมผล แต่ก็อาจจะเล่นใหญ่ไปบ้างนิดหน่อย แต่ก็ทำให้เรื่องตื่นเต้นขึ้นด้วย
แต่ส่วนที่เป็นไฮไลท์แล้วไม่กล่าวถึงเลยก็คือ ส่วนของฉากไคลแมกซ์ หรือที่ผมจะเรียกว่า “ฉากบื้มบ้าม” ซึ่งมีเป็นธรรมเนียมของทุกภาคไปซะแล้ว เป็นฉากที่ต้องทึ่งและอึ้งแน่ๆ เพราะมันคือความสนุกระดับที่ว่าไม่ต้องสนใจความสมจริง หรือคำอธิบายใด ๆ เพราะปีนึงจะมีโอกาสที่โคนันจะได้มาโลดแล่นอย่างอลังการณ์ขนาดนี้ ไหนจะฉากโชว์ศิลปะการต่อสู้กันถ้วนหน้าของตัวละคร เรียกว่ามีเท่าไหร่ ใส่กันไม่ยั้งครับ แต่สำหรับคนที่ดูมาตลอดอาจจะรู้สึกเฉย ๆ ก็ได้ เพราะมันก็เป็นรูปแบบที่ใช้กันมาเยอะแล้วในหลาย ๆ ภาคก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคุ้มค่าที่จะไปเห็นกับตาในโรงครับ

ตัวละครต่างโลดแล่นอย่างมีสีสัน 
โคนัน เดอะมูวี่ 23
โคนันบอก ฉันมาทำอะไรที่นี่กับคนพวกนี้? -โคนัน เดอะมูวี่ 23
 

ตัวละครแต่ละตัวต่างก็ออกมาสร้างเสียงหัวเราะ อมยิ้ม สงสัยให้ตลอดทั้งเรื่อง ว่าใครจะมีโอกาสเป็นคนร้ายในคดีนี้ สลับการมองความเชื่อมโยงที่ตัวละครที่มีเคมีระหว่างกัน และค่อย ๆ แสดงออกมาอย่างไม่น่าเบื่อ  แต่เสียดายบางตัวละครในเรื่องที่ออกมาเหมือนจะมีหน้าที่สำคัญต่อเนื้อเรื่อง กลับออกมาแค่ไม่กี่ฉาก ซึ่งก็เข้าใจว่าต้องมอบซีนให้กับตัวละครอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

American Son หนังสะท้อนปัญหาสีผิว

นี่เป็นหนังที่ต้องเรียกว่าเสียงแตกอย่างแท้จริงจากผู้ชมที่พอดูจบแล้วอาจจะ “อิน” หรือ “ไม่อิน” ไปกับเรื่องราวของปัญหาผิวสีในอเมริกาที่หนังหยิบมาเล่นในวงจำกัดด้วยการใช้ตัวละครเพียง 4 คน กับ 1 ฉากเดียวแทบจะทั้งหมดอย่างแท้จริง (มีตอนจบภาพไปที่อื่นไม่กี่วินาทีกับฉากเบลอๆ ในจินตนาการอีกนิดหน่อย) ซึ่งการที่หนังเล่นอย่างนี้ได้ก็ต้องมาจากบทสนทนาเจ๋งๆ ที่ต้องเอาคนให้อยู่มือตลอด 90 นาทีของหนัง (เวลารวมเครดิต) ต้องยกเครดิตให้ว่าทำได้ดีมาตั้งแต่ละครเวทีแล้ว โดยมีการดัดแปลงเพียงนิดหน่อยเพียงแค่นั้นทั้งยังยกทีมดาราหนังจากละครเวทีมาเล่นบทเดิมทั้งหมด ซึ่งนี่น่าจะเป็นแนวทางใหม่ของ Netflix ในการสร้างคอนเทนต์จากสายละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ในที่ดินของตนเองที่มีสิทธิ์เล่าเรื่องได้อิสระกว่า โดยไม่ต้องมาไม่สบายใจเรื่องยอดรายได้จากตั๋วหนังที่ต้องมาคืนนายทุนอีกที นั่นทำให้หนังเรื่องนี้กล้ายกละครเวทีมาเล่นทั้งเรื่องอย่างงี้

 IMDB american son
คะแนนจากผู้ชมในเว็บ IMDB
หนังเล่นกับตัวละครต่างเชื้อชาติ 4 คนที่มีใจความสำคัญสีผิวมาเป็นเมนหลัก ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเชื้อชาติต่างกัน แต่แบ่งสีผิวออกเป็น 2 ข้าง ผิวดำกับผิวขาว โดยเปิดเรื่องราวขึ้นที่แม่ผิวสีที่เครียดหนักกับการที่ลูกชายหายตัวไปเกิน 24 ชั่วโมง จนระเบิดใส่นายตำรวจผิวขาวคนใหม่ที่พึ่งมาประจำโรงพักในฟลอริดา ที่ใช้เวลาเดินเรื่องถกเถียงกันเกือบครึ่งชั่วโมงในหนัง โดยมีใจความสำคัญที่ว่าม่าม้าผิวสีคิดว่าตำรวจชายหนุ่มผิวขาวไม่จริงใจกับการตามหาลูกชายของคุณ ซึ่งบทสนทนาของหนังทำเอาคนดูต้องเครียดไปกับความติสแตกของแม่ผิวสีรายนี้แน่ๆ เอาตรงๆ คือเปลี่ยนเป็นเห็นอกเห็นใจนายตำรวจผิวขาวไปเลยที่ต้องมาทนกับการถูกเหยียดหยามจากคำพูดของอีกข้าง ที่เหมือนจะไม่เชื่อว่าเขามีสำนึกของความเป็นตำรวจเลยแม้แต่น้อย…

เรื่องราวต่อมาจากนั้นก็คือการเปิดตัวละครที่ 3 เป็นสามีผิวขาวชาวไอริชที่ตัวเขาเองพึ่งแยกทางกันกับม่าม้าผิวสีด้วยปัญหานอกใจ ซึ่งตอนนี้บทคุณตำรวจผู้ถูกทำนี่ก็แปลงเป็นคนวงนอกไปแล้ว หนังกลับมาโฟกัสที่เรื่องราวชีวิตคู่ของทั้งสองคนที่มีหลายอย่างแตกต่างกันมาแต่แรก แต่ก็แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูกชายที่เป็นลูกครึ่งผิวสีอเมริกันอายุพึ่งครบ 18 ปี ซึ่งทั้งพ่อและแม่ทุ่มเทความรักและเลือกเส้นทางชีวิตให้ไว้อย่างสวยงาม โดยพยายามให้เขามีสังคมที่แตกต่างจากคนผิวดำอย่างสิ้นเชิง ทั้งให้เข้าโรงเรียนคนผิวขาวชั้นสูง การให้เรียนหรือเลือกเส้นทางไปสู่อาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งอะไรหลายๆ พวกนี้ผู้เป็นพ่อหวังดีต้องการให้ลูกหลุดออกจากปัญหาวังวนของสังคมผิวสีที่มักถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับเรื่อง แก๊ง ยาเสพติด อาชญากรรม จนแปลงเป็นแค่เห็นผิวดำก็ถูกตัดอนาคตที่ดีไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ความหวังดีนั่นกลับเปลี่ยนเป็นการรังแกทางอ้อม สร้างปมปัญหาเหยียดสีผิวให้ก่อตัวขึ้นในใจลูกชายคนนี้

รีวิว American Son หนังสะท้อนปัญหาสีผิว ที่ทั้งเรื่องเล่นกัน 4 คนในห้องๆ เดียว! 1

ช่วงองค์สองของหนังปูเรื่องราวยาวนานกว่าองค์แรกมาก ซึ่งเป็นการถกกันด้วยมุมมองที่แตกต่างของทั้งคู่ โดยที่ทั้งคู่ก็มีเหตุผลหักล้างกันไปมาว่า อะไรทำให้ลูกชายคนดีของพวกเขาเปลี่ยนไปแปลงเป็นมั่วสุมคบกับเพื่อให้นที่มีแนวโน้มก่ออาชญากรรมได้ หนังเอาความจริงสองด้านมาปะทะกัน แต่อยู่บนพื้นฐานของความรักที่มีต่อลูกคนละแบบ รวมทั้งปัญหาความรัก SEX กับชีวิตคู่ต่างผิวสีที่ทุกสิ่งเกี่ยวพันกันทั้งหมดกับเรื่องราวการหายตัวไปของลูกชายในคราวนี้

หนังลากเวลาองค์สองของเรื่องนานมาก ก่อนมาถึงบทสรุปสุดท้ายหนังในองค์สามที่เป็นการเปิดตัวละครที่ 4 นายตำรวจใหญ่ผิวสีต่างเชื้อชาติ (ในเรื่องไม่ได้บอกไว้ แต่น่าจะเม็กซิกัน) ผู้ซึ่งมารับผิดชอบคดีในตอนนี้ที่ดูจะยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กับการที่ลูกของคุณถูกตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อให้พิจารณา หนังพาไปพบกับมุมของคนกลางที่อยู่ระหว่าง สีผิว เชื้อชาติ และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาจะเป็นตัวกลางที่ช่วยคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด แต่หนังให้เวลาในองค์นี้น้อยสุดเพียงสิบกว่านาทีก็จะจบเรื่องแล้ว

อเมริกันซัน 
ดาราหนัง อเมริกันซัน จากละครเวทีมาเป็นหนังเหมือนเดิมทั้ง 4 คน
นี่เป็นหนังที่มองคนละมุมกับความถูกต้องในจิตใจ ถ้าเป็นคนผิวสีหรือผิวขาวในอเมริกาที่มีแนวคิดเอียงไปทางสีผิวของตน ก็คงดูแล้วความคิดว่ามีในมุมของตนถูกทั้งคู่ ไม่มีใครผิดหรือถูกแน่ชัดนัก แต่สำหรับเราเองที่เป็นชาวไทยและอยู่ไกลจากปัญหาการเหยียดผิวที่มีแนวโน้มกลับมาร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน คงมองเห็นเรื่องราวนี้ในสายตากลางๆ มีเหตุผลตามแบบนายตำรวจใหญ่ท้ายเรื่องที่แม้ตัวเองก็มีผิวสีดำ แต่ก็เข้าอกเข้าใจว่าปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ว่ามีคนผิดหรือถูกแต่ข้างเดียว แต่แค่ต้องยอมรับความจริงลึกๆ ว่าการเหยียดสีผิวพวกนี้ฝังรากลึกไม่ได้แก้ง่ายๆ แค่ต้องอย่าเอาตัวเข้าไปพัวพันหรืออินจนถึงขั้นดูถูกดูแคลนความคิดอีกข้างจากเรื่องสีผิวเป็นหลัก ซึ่งในหนังจะคิดว่าผิวขาวก็ถูกคนผิวสีทำเช่นกัน แต่อาจจะเพราะเรื่องราวคนผิวดำมีประวัติศาสตร์ถูกเหยียดมากกว่า จนทำให้เปลี่ยนเป็นความคิดแง่ลบส่งผลกระทบต่อสังคมมากกว่าที่คิด

หนังอาจจะไม่ได้มีแอ็กชั่นอะไรแม้แต่น้อย แถมเรื่องราววนเวียนอยู่แต่ในห้องๆ เดียว กับหลักสำคัญเดียวที่ลากยาวไปพ่วงกับปัญหาสีผิวแทบทั้งหมดในอเมริกา แต่ก็เป็นหนังที่พาให้เราคนนอกได้ฉุกคิดว่า แม้ประเทศที่เรียกว่ารุ่งเรืองและยังไม่สามารถแก้ปัญหาความแตกต่างเหลื่อมล้ำของสังคมได้ แถมยังเปลี่ยนเป็นเรื่องโกหกฉาบหน้ากันว่าไม่เหยียดสีผิว แต่แท้จริงกลับซ่อนความเหยียดไว้ภายในโดยที่ไม่รู้สึกตัว ซึ่งแม้ประเทศจะเจริญก้าวหน้ามากแค่ไหนก็ไม่อาจจะเปลี่ยนความคิดผู้คนในสังคมที่มีรอยแผลทางประวัติศาสตร์แบบงี้ได้

Karakai Jouzu No Takagi-San แกล้งนักรักนะรู้ยัง

Karakai Jouzu no Takagi-san เรื่องย่อ + ตัวละคร
รักนะจึงหยอกเล่น….ของเด็กชายหนุ่มสาวในวัยเรียนคู่หนึ่งที่ใช้เวลาร่วมกัน เมื่อทั้งสองคนมักคิดเกมสนุก ๆ ขึ้นมาเล่นแล้วแกล้งหยอกกันจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ขาดไม่ได้

เรื่องย่อมีเท่านี้แหละครับ เพราะมันคือคำนิยามของอนิเมะเรื่องนี้ได้อย่างบริบูรณ์พอดีที่สุด

Karakai Jouzu no Takagi-sanทาคางิ ตัวเอกของเรื่อง เด็กสาวมัธยมต้น เพื่อให้นร่วมห้องของนิชิคาตะซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน คุณมักใช้เวลาในแต่ละวันในการเล่นแกล้งหยอกเขา แล้วบางครั้งยังเนียน ๆ บอกความรู้สึกที่คุณมีให้เขารู้ด้วย

บุคลิกเป็นคนสดใสน่ารักน่าเอ็นดูฉลาด มีไหวพริบ ไม่ค่อยกลัวอะไร ขี้แกล้ง (เฉพาะกับนิชิคาตะ) คุณชอบรู้ทันเสมอเวลานิชิคาตะคิดเกมมาแข่งขันกับคุณเสมอ ซึ่งโดยสถิติแล้ว นิชิคาตะแทบไม่เคยชนะทาคางิเลย (จนกระทั่งแต่งงานไปแล้ว)

มีจุดน่าสนใจบางส่วนคือ ถ้าลองย้อนไปดูในมังงะช่วงแรก ๆ มีบางฉากที่เหมือนสื่อว่า ทาคางิ มีพลังพิเศษที่สามารถอ่านความคิดคนอื่นได้ ตรงนี้อาจจะอธิบายได้ว่าทำไมคุณจึงรู้ทันนิชิคาตะเสมอ แต่ก็ไม่ได้มีการเฉลยหลักสำคัญนี้ออกมาในภายหลัง

รีวิว Karakai Jouzu no Takagi-san แกล้งนักรักนะรู้ยัง ดูได้ใน Netflix 2นิชิคาตะ เด็กชายหนุ่มมัธยมผู้ร่าเริง เพื่อให้นข้างโต๊ะของทาคางิ นิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา พยายามอย่างมากที่จะหาเกมการแข่งขันมาเอาชนะทาคางิให้ได้ แต่ก็แพ้เรื่อยมา เขามักถูกทาคางิแกล้งหยอกจนหน้าแดงบ่อย ๆ แต่นาน ๆ ทีก็มีการแสดงความลูกผู้ชายออกมาให้ทาคางิได้หวั่นไหวได้บ้าง (ซึ่งก็นาน ๆ ทีจริง ๆ)

โดยปกติแล้ว นิชิคาตะ จะเรียกชื่ออีกข้างว่า ทาคางิซัง ซึ่งเป็นการเรียกแบบสุภาพ เจ้าตัวยังรู้สึกเขินอายเวลาที่เพื่อให้นร่วมชั้นบอกว่าเขากับทาคางิคบกันอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเดินกลับบ้านกับทาคางิเกือบทุกวัน

 

Karakai Jouzu no Takagi-san Trailer ตัวอย่าง

 

โดยส่วนตัว ผู้เขียนเชื่อว่าภายหลังที่ใครเริ่มดูเรื่องนี้กันแล้ว ผู้คนจำนวนมากคงอยากให้ตัวเองได้มีประสบการณ์ความรักกุ๊กกิ๊กอย่างงี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อสมัยยังเด็กบ้าง หรือถ้าส่วนตัวแล้วใครเคยมีอะไรแนวนี้มาก่อน เชื่อได้ว่าคงได้อมยิ้มกันแน่ ๆ

นี่จึงเป็นอนิเมะแนว Feel Good ที่สามารถช่วยเติมความหวานเลี่ยนและโลกสีชมพูให้คนดูได้อย่างเต็มอิ่มครับ แถมเรื่องนี้ยังสามารถรับชมได้ทุกเพศทุกวัย เพราะเรื่องเป็นการนำเสนอชีวิตประจำวันในช่วงวัยเรียนมัธยมแบบสวยๆ ไม่ได้มีฉากลามกหรือเซอร์วิสแบบ 18+ และก็ไม่มีเรื่องราวแนวดาร์กปวดตับเลยด้วย

Karakai Jouzu no Takagi-sanสำหรับต้นฉบับของเรื่องนี้ ดัดแปลงมาจากมังงะในชื่อเรื่องเดียวกัน เป็นผลงานของ ยามานาโตะ โซจิโร่ ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2014 มีฉบับลิขสิทธิ์ในเมืองไทยแล้วกับ DEXclub

ผู้เขียนยังมีผลงานภาคแยก Spin-Off ของเรื่องนี้อีกสองเรื่องคือ Karakai Jouzu no (Moto) Takagi-san ซึ่งเป็นเรื่องราวในอนาคต 10 ปีข้างหน้า ที่สองตัวเอกทาคางิและนิชิคาตะแต่งงานกันแล้วมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อ จี้จัง ซึ่งมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนทาคางิร่างจิ๋ว แต่นิสัยไปเหมือนนิชิคาตะมากกว่า

โดยในภาคแยก จะบอกเล่าเรื่องราวของทาคางิหลังจากแต่งงานกับนิชิคาตะ เปลี่ยนเป็นม่าม้าบ้าน เลี้ยงบุตรสาวน่ารักชื่อ จี้จัง ซึ่งก็ยังติดนิสัยขี้แกล้งอยู่เหมือนเดิม ส่วนนิชิคาตะทำงานเป็นครูสอนพละในโรงเรียนเดิม และจากนั้นก็ยังถูกทาคางิที่เป็นเมียแกล้งหยอกโดยไม่เคยเอาชนะได้อยู่เหมือนเคย

รีวิว Karakai Jouzu no Takagi-san แกล้งนักรักนะรู้ยัง ดูได้ใน Netflix 3แล้วยังมี Spin-Off อีกเรื่องคือ Ashita wa Doyoubi มีสามสาวเพื่อให้นซี้จากในภาคหลักเป็นตัวเอกในการเดินเรื่องฮา ๆ ในชีวิตประจำวันของกลุ่มสามสาวที่นิสัยแตกต่างกันคนละเรื่อง

นอกจากนี้ผู้แต่งเองยังมีผลงานเรื่องอื่น ๆ ซึ่งหากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าทุกเรื่องดำเนินเหตุการณ์อยู่ในโรงเรียนเดียวกันทั้งหมด จึงเสมือนว่าตัวละครทุกเรื่องอยู่ในจักรวาลเดียวกันนั่นเอง

ซึ่งฉบับอนิเมะ Karakai Jouzu no Takagi-san ก็ได้ไปสู่ Netflix ในฐานะ Original Anime เรียบร้อยแล้ว แต่การฉายจะเริ่มจากซีซัน 2 ไปเลย แต่ตรงนี้ถ้าใครไม่ได้ดูซีซัน 1 มาก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ เพราะเนื้อเรื่องหลักไม่ได้มีอะไรพิเศษ นอกจากให้เราได้ดูการแกล้งหยอกแบบกุ๊กกิ๊กและความเกี่ยวเนื่องของคู่ตัวเอกกับตัวละครรอบข้าง ที่สามารถรับชมได้เลย

Delhi Crime ล่าเดนเดลี จากเรื่องจริงคดีข่มขืนสะเทือนขวัญอินเดีย

ซีรีส์ Delhi Crime สร้างจากเรื่องจริงของคดี Nirbhaya rape (ชื่อสมมุติจากสื่อ) หรือ 2012 Delhi gang rape เมื่อแก๊งชายชนชั้นล่าง 6 คนข่มขืนนักศึกษาสาวบนรถเมล์ในเมืองหลวงกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ที่นับว่าเป็นคดีข่มขืนที่ดังจนเผยแพร่ไปทั่วโลก เนื่องจากว่าการรังควานเหยื่อหญิงสาวด้วยกัดใบหน้าจนเหวอะหวะ พร้อมกับใช้แท่งเหล็กแทงเข้าไปช่องคลอดและรูทวารหลายครั้งจนอวัยวะภายในฉีกขาด แล้วใช้มือล้วงเข้าไปลากลำไส้เหยื่ออกมาทั้งเป็น จากนั้นก็จับทั้งคู่เปลือยกายแล้วโยนลงจากรถขณะวิ่ง ก่อนที่จะหวนกลับมาทับให้ตายอีกรอบ แต่เหยื่อพาตัวเองออกจากถนนไปอยู่ข้างทางจึงรอดชีวิตมาได้

2012 Delhi gang rape
2012 Delhi gang rape (อีก 1 คนเป็นเยาวชนเลยไม่มีการเผยแพร่ภาพให้เห็น)
นอกจากความโหดร้ายของคดีแล้ว ช่วงเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก ทำให้อินเดียถูกจับตาว่าจะสางคดีนี้ได้ไหม เพราะคดีข่มขืนเกิดในอินเดียเฉลี่ยสถิติต่อวันแล้วสูงมาก จากสถิติของรัฐบาลอินเดียในปี 2016 บอกว่า ในทุกๆ 13 นาที จะมีผู้หญิงอินเดียถูกข่มขืน 1 คน หรือคิดง่ายๆ เป็น 4 คน ต่อ 1 ชม.ทั่วทั้งประเทศอินเดีย อ้างอิงจากบทความ 6 ปีอันสูญเปล่า “อินเดีย” เหลวขจัดข่มขืน ซึ่งคดีนี้เป็นตัวจุดชนวนการลูกฮือขึ้นชุมนุมทั่วประเทศ ทำให้รัฐบาลอินเดียถึงกับนั่งไม่ติด หวั่นๆ จะเกิดการจราจลครั้งใหญ่ถ้าจับผู้ร้ายที่หนีไปหลังเกิดเหตุไม่ได้ รวมทั้งไม่มีมาตรฐานแก้ไขปัญหาข่มขืนที่เกิดขึ้นถี่ยิบทั่วประเทศ ไม่มีความปลอดภัยแม้แต่เมืองใหญ่อย่างนิวเดลีก็ยังข่มขืนกันกลางวันแสกๆ ทำให้ทางการต้องตั้งทีมสืบคดีนี้ใหญ่โต รวมทั้งหาทางแก้กฏหมายข่มขืนให้มีโทษหนักขึ้น เพื่อให้ลดความไม่พอใจของคนอินเดียกับเรื่องข่มขืนที่เกิดขึ้นซ้ำซากมาตลอด

ซีรีส์เรื่องนี้จัดเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงผ่านการเก็บข้อมูลของ Richie Mehta ที่เป็นทั้งผู้กำกับและเขียนบท ซึ่งละเอียดถี่ถ้วนมากทุกรายละเอียดจากการพูดคุยกับตัวเจ้าหน้าที่ชุดสืบคดีจริง แต่ด้วยความที่ไม่สามารถนำเสนอหลายอย่างออกมาตรงๆ ได้ จึงต้องอาศัยการแต่งเติมเรื่องราวเข้าไปให้เป็นกึ่งหนังกึ่งสารคดี โดยมีสัดส่วนรายละเอียดเรื่องจริง 60-70% ตัวละครใช้ชื่อสมมุติอ้างอิงจากตัวจริงอีกที โดยมีตัวละครหลักสมมุติ “วาร์ติกา จตุรเวที” รองผู้บัญชาการตำรวจที่เป็นผู้หญิงลงมาคุมทีมทำคดีนี้เอง ผ่านทีมลูกน้องมีความสามารถที่คุณเลือกเผ่านาร่วมทีมตามล่า 6 เดนทรชน

“วาร์ติกา จตุรเวที” รองผู้บัญชาการตำรวจ
“วาร์ติกา จตุรเวที” รองผู้บัญชาการตำรวจ ตัวเอกหลักของเรื่องนี้ (ขวาคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่รับบทป้องกันวาร์ติกาจากการเผ่านายุ่งเกี่ยวของข้างการเมือง)
หนังเล่าเรื่องย้อนไปยังจุดเริ่มของสองชายหนุ่มสาวนักศึกษาที่กลายเป็นเหยื่อ แต่ไม่ได้มีฉากตอนเกิดเหตุทารุณในรถเมล์ให้เห็น ซึ่งทางผู้สร้างไม่ได้ต้องการจำลองหรือฉาภาพเหตุการณ์โหดร้ายนี้ซ้ำ จึงตัดเรื่องมาภายหลังที่ทั้งคู่ถูกพบว่าถูกทิ้งเปลือยกายข้างถนน ก่อนที่จะมีคนมาพบและแจ้งตำรวจ ซึ่งเรื่องราวจะนำเสนอแบบช็อตต่อช็อตทุกจุดเป็นระดับนาทีที่เกิดเหตุไปจนถึงโรงพยาบาล เพราะคดีนี้มีปัญหาจากการที่สื่อเผ่านาบิดเบือนนำเสนอภาพลบให้กับตำรวจ หนังจึงไล่ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดละเอียดยิบ พร้อมด้วยเจาะลึกไปที่การนำทีมสืบสวนของวาร์ติกา ซึ่งไม่ได้หลับได้นอนเลยตลอดการไล่ล่าเกือบ 1 อาทิตย์ทั่วประเทศไม่ใช่แค่กรุงเดลี ซึ่งตรงนี้ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจจะข้องใจว่าจริงเท็จมากแค่ไหน แต่จากคดีจริงที่ตำรวจปิดคดีได้ไวไม่ถึงอาทิตย์ และในหนังมีรายละเอียดจุดสำคัญเชิงลึกของการตามล่าตัวอาชญากรแต่ละคนที่แตกต่างกัน จึงเข้าใจว่าน่าจะจริงเกือบทั้งหมด ก็แค่ใช้การสมมุติเรื่องอะไรบางอย่างเสริมเพิ่มเข้าไปให้เป็นบทหนังเพื่อให้ให้ดำเนินเรื่องได้สมูธ และดูสนุกขึ้นในแบบหนังเพียงแค่นั้นอย่างการที่ข้างการเมืองลงมายุ่งเกี่ยวกับคดี โดยต้องการหาแพะในคดีนี้เพื่อให้หวังลดทอนอำนาจคุมคดีของตำรวจในปัจจุบัน จนเป็นเหมือนตัวร้ายของเรื่องที่คอยหาช่องเล่นงาน เพียงเพื่อให้ต้องการอำนาจมาไว้กับตัว

รีวิว Delhi Crime ล่าเดนเดลี จากเรื่องจริงคดีข่มขืนสะเทือนขวัญอินเดีย จนคนลุกฮือทั้งประเทศ! 1หนังนำเสนอด้านตำรวจแล้ว ก็ยังนำเสนออีกด้านของคนร้ายแต่ละคนอย่างละเอียดให้เห็นถึงลักษณะนิสัยจริงของแต่ละคน โดยโฟกัสไปที่หัวโจก “ชัย สิงห์” (ชื่อในหนังสมมุติจากชื่อจริง ราม สิงห์) คนขับรถเมล์ที่ก่อเหตุ ซึ่งผู้แสดงเล่นได้เข้าถึงดูวิกลจริตสมจริงมาก โดยเขาเป็นคนเริ่มข่มขืนและรังควานเหยื่ออย่างหนักเพียงคนเดียว และไม่มีการสำนึกผิดอะไรทั้งสิ้น แถมให้การยอมรับแบบภูมิใจในสิ่งที่ทำลงไป โดยโทษว่าสมควรแล้วที่เหยื่อต้องโดนแบบนั้นเพราะเป็นผู้หญิงออกมาเที่ยวดึก (ช่วงเกิดเหตุสามทุ่มกว่า) เรียกว่าหนังนำเสนอได้อย่างตรงไปตรงมาตามรูปคดีจริง และเน้นย้ำในส่วนนี้จากฉากการให้ปากคำของทุกคนที่ตรงกัน ว่ามีแค่ชัย สิงห์ทำคนเดียว แต่ก็ไม่ได้ห้ามเพราะกลัว แปลงเป็นว่าคนอื่นดูมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ อย่างบางคนถึงกับพยายามฆ่าตัวตายเพราะเสียใจแม่รู้ข่าวนี้ หนังนำเสนอแง่มุมอีกด้านที่ทำให้เราเข้าใจเหตุผลความประพฤติพวกนี้มากขึ้นกว่าแค่อ่านข่าวแล้วเหมารวมว่าเป็นปีศาจร้ายไปหมด แต่สุดท้ายก็ต้องรับโทษหนักเท่ากัน อัพเดทปัจจุบันโดนโทษประหารชีวิต 4 คน แต่ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนสุดท้ายก่อนประหาร โดยอีก 1 คนรอดเพราะตอนก่อเหตุเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี โดยมีโทษแค่คุมขังในสถาณพินิจ 3 ปีเท่านั้น

อีกด้านของเรื่องราวที่หนังเพิ่มเติมมาคือเรื่อง ครอบครัวของวาร์ติกา ที่บุตรสาวกำลังคิดไปเรียนต่างประเทศเพื่อให้หนีจากความเน่าเฟะของกรุงเดลี โดยคนเป็นแม่ก็กลัวลูกจะไปแล้วไม่กลับ จึงพยายามหน่วงรั้งไว้ว่าจะพาไปชมด้านสวยงามของเมือง แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเสียก่อน ซึ่งหนังใส่จุดนี้เพิ่มมาเพื่อให้เล่าเรื่องราวจากมุมประชาชนทั่วไปมองภาพตำรวจ มองภาพเมืองที่เกิดอาชญากรรมนี้ว่าเป็นยังไงในสายตาพวกเขา ซึ่งบุตรสาวของวาร์ติกาแม้มีแม่เป็นตำรวจที่คุมคดีนี้เองก็ยังรู้สึกคลางแคลงใจการทำงานของตำรวจ จนไปกับกลุ่มผู้ประท้วงภายนอก

รีวิว Delhi Crime ล่าเดนเดลี จากเรื่องจริงคดีข่มขืนสะเทือนขวัญอินเดีย จนคนลุกฮือทั้งประเทศ! 2หนังใช้ตัวบุตรสาววาร์ติกาแทรกเผ่านาเล่าเรื่องในม็อบจราจลที่กำลังก่อตัวร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ให้เห็นที่มาที่ไปของแรงโกรธแค้นของคนอินเดียกับคดีนี้ จนกลายมาเป็นจราจลย่อมๆ ว่ามาจากอะไร อย่างพวกที่ต้องการศาลเตี้ยมากกว่ากฎหมาย ซึ่งก็มาจากการที่ไม่เห็นตำรวจทำงานสื่อสารออกมาให้ประชาชนรับรู้ แต่ในอีกด้านเราก็จะได้มองว่าตำรวจทำสุดทักษะแล้ว ก็แค่สื่อสารออกไปไม่ได้เพราะกลัวเสียรูปคดี ซึ่งการประท้วงนี้เกือบแปลงเป็นจราจลครั้งใหญ่ที่โหยกเหยกการปกครองอินเดียได้เลย และในเรื่องจริงการจราจลย่อมๆ จากคดีนี้ก็ยังมีตามมาเรื่อยๆ เพราะปัญหาข่มขืนที่พุ่งสูงขึ้นรัฐบาลอินเดียเองยังหาทางแก้ไขไม่ได้ พอมีข่าวอย่างการปล่อยตัวผู้ต้องโทษที่เป็นเยาวชนก็ทำให้การประท้วงกลับมาลุกฮือขึ้นอีกไม่จบสิ้น

รีวิว Delhi Crime ล่าเดนเดลี จากเรื่องจริงคดีข่มขืนสะเทือนขวัญอินเดีย จนคนลุกฮือทั้งประเทศ! 3Delhi Crime เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงออกมาได้อย่างละเอียดลึกเข้มข้นสมจริงมาก มีการดำเนินเรื่องที่สนุกน่าติดตามไปตลอด 7 ตอน ไม่มีช่วงที่เรียกว่าน่าเบื่อเลย แต่หนังอาจจะมีผ่อนลงบ้างนิดหน่อยในช่วงเบรคสั้นๆ ของแต่ละตอน ให้เห็นชีวิตครอบครัวของตัวเอกวาร์ติกากับลูกน้องในทีม ที่เป็นส่วนเติมเต็มเรื่องราวให้บริบูรณ์และสมจริงมากยิ่งขึ้น จากการทำงานที่ต้องตกอยู่ในสภาพที่คนทั้งประเทศจับตามองเป็นเช่นไร ครอบครัวพวกเขาคิดเห็นอย่างไรบ้าง ดาราผู้แสดงในเรื่องทุกคนเล่นได้สมหน้าที่ มีจุดรายละเอียดนิสัยให้จดจำได้ว่าใครเป็นใครชัดเจน และทักษะสืบคดีที่แตกต่างกัน แต่บทเด่นก็ยังตกอยู่กับวาร์ติกา ซึ่งเล่นได้สมบาทบาทมาก ดูแล้วสมกับบทผู้หญิงที่ขึ้นเป็นถึงรองผู้บัญชาการตำรวจได้ แต่ก็ยังมีมุมความเป็นแม่ที่ต้องดูแลครอบครัวและบุตรสาวอยู่ด้วย

รีวิว Delhi Crime ล่าเดนเดลี จากเรื่องจริงคดีข่มขืนสะเทือนขวัญอินเดีย จนคนลุกฮือทั้งประเทศ! 4หลังฉายหนังได้รับความนิยมสูงมาก พร้อมด้วยคะแนนวิจารณ์ในระดับติดท็อปหนังอินเดียของ Netflix จึงทำให้ Delhi Crime ได้รับไฟเขียวให้ทำต่อ โดยที่คงตัวละครเดิมไว้แต่เป็นคดีอื่น ซึ่งก็เชื่อเลยว่าทีมสร้างทำต่อได้เข้มข้นแน่ๆ เพราะหลังจากคดีในเรื่องนี้แล้ว ก็ยังมีคดีโหดต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ซึ่งร้ายแรงไม่แพ้กัน ก็แค่ไม่ได้เป็นเรื่องโด่งดังเท่ากับคดีนี้เพียงเท่านั้นครับ

The Hateful Eight (2015) 8 พิโรธ โกรธแล้วฆ่า ภาคต่อ2

ในระหว่างการเผชิญหน้ามีคนวางยาพิษในกาแฟ Ruth และ O.B. ดื่มมันฆ่า O.B. รู ธ ที่กำลังจะตายโจมตีเดซี่ผู้ซึ่งฆ่าเขาด้วยปืนของเขาเอง วอร์เรนปลดอาวุธเดซี่ทิ้งคุณไว้กับศพของรู ธ และจับคนอื่น ๆ มาจ่อ เขาร่วมโดย Mannix ซึ่งวอร์เรนไว้วางใจเพราะเขาเกือบดื่มกาแฟที่มีพิษ เมื่อพบว่าเก้าอี้ชอบถูกครอบครองโดย Sweet Dave ผู้พักอาศัยบ่อยครั้งเปื้อนเลือดและอ้างว่ามินนี่เกลียดชาวเม็กซิกันและจะไม่มีวันทิ้ง Haberdashery ไว้ในความดูแลของใครวอร์เรนจึงอนุมานได้ว่าบ็อบเป็นคนหลอกลวงที่ฆ่าเจ้าของบ้านพักและประหารชีวิตเขา เมื่อวอร์เรนขู่ว่าจะประหารเดซี่เกจยอมรับว่าเขาวางยาพิษในกาแฟ ชายคนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในห้องใต้ดินยิงวอร์เรนจากล่าง โมเบรย์ชักปืนที่ซ่อนอยู่ออกมาและยิงแมนนิกซ์ที่ยิงกลับมาทำให้โมเบรย์บาดเจ็บสาหัส

 

ชั่วโมงก่อนหน้านี้ Bob, Mobray, Gage และ Jody พี่ชายของ Daisy ก็มาถึงที่พัก พวกเขาฆ่ามินนี่และคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ห้าคนเหลือเพียงสมิคุณร์ส โจดี้บอกสมิคุณร์สว่าพวกเขาคิดแผนที่จะซุ่มโจมตีรู ธ เพื่อให้ช่วยเหลือเดซี่และจะไว้ชีวิตสมิคุณร์สหากเขาเงียบ ในระหว่างการฆาตกรรมขวดเยลลี่ถูกทำลายและล็อคที่ประตูหน้าถูกทำลาย กลุ่มโจรทิ้งศพซ่อนหลักฐานและซ่อนปืนรอบโรงพัก เมื่อมาถึงสเตจโค้ชของรู ธ โจดี้ก็ซ่อนตัวอยู่ภายในห้องใต้ดิน

 

ในปัจจุบันแมนนิกซ์และวอร์เรนทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัสจับเดซี่เกจและโมเบรย์ที่กำลังจะตายมาจ่อ เมื่อพวกเขาขู่ว่าจะฆ่าเดซี่โจดี้ยอมจำนนและถูกวอร์เรนประหารทันที เดซี่อ้างว่าสิบห้าคนของพี่ชายของคุณกำลังรออยู่ใน Red Rock เพื่อให้ฆ่า Mannix และรื้อค้นเมือง ถ้าแมนนิกซ์ฆ่าวอร์เรนและปล่อยให้คุณหลบหนีแก๊งค์จะช่วยเขาไว้และปล่อยให้เขาเรียกร้องค่าหัวของผู้ตายยกเว้นพี่ชายของคุณ

 

ขณะที่เดซี่และโมเบรย์เยาะเย้ยวอร์เรนวอร์เรนยิงพวกเขาทั้งสองคนฆ่าโมเบรย์ เกจดึงปืนพกที่ซ่อนอยู่ออกมา แต่แมนนิกซ์และวอร์เรนถูกยิงตาย วอร์เรนพยายามจะยิงเดซี่ แต่ก็ไม่พ้นกระสุน แมนนิกซ์โทรหาเดซี่และปฏิเสธข้อเสนอของคุณ แต่เป็นลมจากการเสียเลือด เดซี่ปลดแขนที่ใส่กุญแจมือของรู ธ และปลดปล่อยตัวเอง เมื่อคุณไปถึงปืนของ Gage Mannix ก็ฟื้นคืนสติและยิงคุณ วอร์เรนชักชวนให้แมนนิกซ์แขวนเดซี่จากจันทันเพื่อให้เป็นเกียรติแก่รู ธ หลังจากนั้นในขณะที่ชายสองคนกำลังจะตาย Mannix อ่านออกเสียงจดหมายลินคอล์นปลอมของวอร์เรนพร้อมกับชมรายละเอียด

THE ALAMO (2004) ศึกอลาโม่ สมรภูมิกู้แผ่นดิน ภาคต่อ2

ทัพของซานตาแอนนาล้อมรอบรอบๆนั้นและการปิดล้อมจะเริ่มขึ้น โบวีพบกับนายพลชาวเม็กซิกัน Manuel Castrillón (Castulo Guerra) เพื่อให้พูดคุยเรื่องต่างๆ แต่เทรวิสกลับยิงปืนใหญ่ใส่ค่ายเม็กซิกันอย่างดื้อรั้นยุติการสนทนาทันที โบวีกลับไปบอกเทรวิสว่าซานตาแอนนาเสนอโอกาสให้ยอมจำนน เทรวิสส่งเรื่องนี้ให้กับคนของเขา แต่ผู้พิทักษ์ตัดสินใจที่จะอยู่และต่อสู้ ซานตาแอนนาสั่งให้เอาชนะกองหลัง Alamo โดยหวังว่าจะได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย โบวีป่วยและต้องล้มหมอนนอนเสื่อ

 

ในวันสุดท้ายของการปิดล้อมชาวเม็กซิกันเริ่มการโจมตีที่น่าแปลกใจก่อนรุ่งสาง แม้จะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่พวกเขาก็ฝ่าฝืนกำแพงของภารกิจและเทรวิสถูกฆ่า ประมวลผลอย่างท่วมท้นจึงถอยกลับไปที่อาคารซึ่งพวกเขารวมทั้งโบวีทุกคนถูกฆ่า Crockett และผู้พิทักษ์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ถอยกลับไปที่โบสถ์ซึ่งพวกเขายืนหยัดเป็นคนสุดท้าย คร็อคเกตต์ถูกจับเข้าคุกและในการต่อต้านครั้งสุดท้ายเขาเสนออย่างเยาะเย้ยที่จะพาซานตาแอนนาไปยังแซมฮุสตันอย่างปลอดภัย ซานตาแอนนาโกรธสั่งให้ประหารชีวิตคร็อคเกตต์

 

หลายวันต่อมาหลังจากได้ยินว่า Alamo ถูกยึดไปแล้วฮุสตันซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของทัพเท็กซัสอีกทีสั่งให้ถอยทัพไปทางตะวันออก พวกเขาถูกไล่ตามโดยทัพเม็กซิกันที่ได้รับชัยชนะนำโดยซานตาแอนนาผู้มั่นใจ ในความพยายามที่จะจับประมวลผลที่กำลังถอยและขัดคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ซานตาแอนนาแยกทัพออกไปเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคนที่จะปกป้องเขา สองสามสัปดาห์ต่อมาฮูสตันหยุดพักใกล้กับซานจาซินโตซึ่งเขาตัดสินใจเผชิญหน้ากับชาวเม็กซิกันในจุดสุดท้าย ด้วยการเกื้อหนุนของปืนใหญ่สองกระบอกและ Tejanos กลุ่มเล็ก ๆ ฮุสตันทำให้ทัพของซานตาแอนนาแปลกใจในช่วงนอนพักกลางวันในช่วงบ่ายและในการฆ่าหมู่ทหารเม็กซิกันด้วยความพยาบาทอย่างน้อยเจ็ดร้อยคนและจับกุมซานตาแอนนา เพื่อให้แลกกับชีวิตของเขาซานตาแอนนาตกลงที่จะสั่งให้ทัพเม็กซิกันทั้งหมดถอนตัวออกจากเท็กซัสและยอมรับเอกราชของเท็กซัส ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงด้วย Crockett ที่ยืนอยู่บนหลังคาของ Alamo เล่นไวโอลินและมองไปที่รอบๆนั้น

The VVitch – “มนุษย์ล้วนเกิดมาพร้อมบาปและรอวันพ่ายแพ้แก่สิ่งชั่วร้าย” (2016)

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นหนังสยองขวัญ-เขย่าขวัญที่ใช้บรรยากาศสะกดเราได้อยู่มือและกระตุกต่อมความอยากรู้อยากเห็นของเราให้ทำงาน ‘หนัก’ แทบจะตลอดเวลาได้ขนาดนี้ ซึ่ง “The Witch” (2016) ผลงานสุดฮือฮาของผู้กำกับ Robert Eggers ที่ทำให้เจ้าตัวคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2015 มาครองเรื่องนี้สามารถทำได้อย่างน่าชื่นชม

หนังเล่าเรื่องราวที่อิงจากเรื่องเล่าพื้นบ้านของนิวอิงแลนด์ในยุคทศวรรษ 1630 ที่มีบทสนทนาจริงๆที่ถูกบันทึกไว้ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย เมื่อครอบครัวผู้อพยพชาวอังกฤษครอบครัวหนึ่งที่นำโดย 2 สามีเมีย William และ Katherine กับลูกๆของคุณถูกเฉดหัวไล่ออกจากชุมชนโดยคริสตจักร พวกเขาจึงเดินทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานในเขตชายป่าในนิวอิงแลนด์ กระทั่งเป็นจุดเริ่มของเหตุการณ์แปลกแปลก เมื่อลูกคนเล็กของพวกเขาหายตัวไปและ Thomasin บุตรสาวคนโตก็ไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้ ส่วน Caleb ลูกคนรองก็มีอาการแปลกๆหลังกลับจากป่าที่ซึ่งร่ำลือว่ามี ‘สิ่งชั่วร้าย’ อาศัยอยู่ในนั้น

“The Witch” (2016) เป็นหนังที่ใช้ตัวละครน้อยมากเพียง 5-6 รายแค่นั้นแถมยังจำกัดสถานที่ในเรื่องไว้เพียงแค่รอบๆบ้านติดชายป่าและภายในป่าเพียงแค่นั้นหนังเลือกที่จะใช้ ‘ดนตรีประกอบ’ เท่าที่จำเป็นและก็มาในโทนเสียงกรีดแหลมเหมือนดนตรีประกอบในหนังสยองยุค 80-90 ที่เผ่านาช่วยเสริมความน่าขนลุกได้พอดี ผู้กำกับ Eggers นำเสนอเรื่องราวได้อารมณ์ ‘จริง’ มาก ตัวหนังมีบรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจเลย การดูหนังเรื่องนี้มันเหมือนเราหลงไปเดินกลางป่าลึกแล้วได้ยินเสียงแปลกๆ เจอเหตุการณ์แปลกๆ จนสติกระเจิงไปหมด คิดจะกลับก็ทำไม่ได้ แต่จะไปต่อก็ไม่กล้าก้าวขา ทั้งยังต้องขบคิดปะติดปะต่อปริศนาทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้าไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะใจความสำคัญที่ว่า ‘แม่มดมีจริงไหม?’ และ ‘ถ้ามีจริง ใครละที่เป็นแม่มด ? คนในบ้านนี้หรือคนภายนอก ?’

หนังเปิดฉากที่ตัวละคร William และครอบครัวถูกเฉดหัวไล่ แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลแก่เราว่าพวกเขาทำอะไรผิด ถึงต้องถูกขับไล่ไสส่งออกไป ซึ่งหนังก็สร้างความสงสัยให้เราได้ทันทีตั้งแต่เปิดเรื่อง ก่อนจะพาเราไปสำรวจชีวิตในที่ทางอาศัยแห่งใหม่ใกล้ชายป่าของ William ที่มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น

ตัวหนังมีเรื่องบาป พระเจ้า สวรรค์ นรก ซาตาน มาช่วยเสริมให้เนื้อหาดูจริงจังขึ้นไปอีก โดยที่สำคัญที่สุดก็คือการสะท้อนในแง่มุมของมนุษย์ที่พ่ายแพ้ต่อสิ่งชั่วร้ายอย่างไม่มีทางสู้ ทั้งความชั่วร้ายจากมนต์ดำและความชั่วร้ายจากภายในจิตใจของตนเอง
ครอบครัวของ William อาจะพูดได้ว่าถูกเลือกทดสอบศรัทธาและสติครั้งใหญ่ เราจะเห็นได้ว่า แม้จะสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าและตระหนักถึงเรื่องบาปผ่าน ‘ปาก’ อยู่ตลอด แต่เราก็ค่อยๆความคิดว่ามี ‘คำสวด’ ไม่ได้ทำให้เรื่องใดๆดีขึ้น ‘พระเจ้าเหมือนจะทอดทิ้งครอบครัวนี้ไปแล้ว’ เริ่มตั้งแต่การที่ลูกน้อยทารกหายตัวไป รายต่อมาก็คือ Caleb ไหนจะเรื่อง ‘แพะดำ’ ที่ปรากฏตัวขึ้นมาท่ามกลางเรื่องเลวร้าย เราจะได้เห็นตัวละคร Thomasin เป็นคนที่เหมือนเป็นส่วนเกินในบ้าน ตั้งแต่ทำน้องคนเล็กหายไป จนคุณรู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นที่รักของบ้านหลังนี้ โดยเฉพาะกับ Katherine ผู้เป็นแม่ ส่วน William ที่ต้องการจะทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด แต่ก็เขาก็ไม่ได้บริบูรณ์ เพราะการเป็นคนปากหนักและโกหกทำให้ Thomasin ต้องถูกดุด่าต่อหน้าต่อตา ถักมาที่ Caleb ที่หนังเผยให้เรามองว่าเขากำลังอยู่ในวัยที่แตกเนื้อชายหนุ่มและสนใจในเพศตรงผ่านด้วยการแอบจ้องมองพี่สาวยามเผลอ ซึ่งนี่เป็นรายละเอียดที่ใส่เผ่านาได้ดี เพราะทำให้ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นในป่า’ ของตัวละครนี้ สมเหตุสมผลมีน้ำหนัก ด้านน้องแฝดก็เป็นตัวแทนของความซน ความไร้เดียงสาที่พร้อมถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ ถ้าสังเกตจะพกว่าทุกคนในบ้านนี้ล้วนมีความระแวงกันเองแฝงอยู่ภายใน ยิ่งมีเรื่อง ‘แม่มด’ เผ่านาอีกก็ยิ่งทำให้ภาพความร้าวฉานของครอบครัวนี้เด่นชัดขึ้น

ด้านผู้แสดง Anya Taylor-Joy เป็นรายที่โดดเด่นมากๆ เด่นที่สุดและสำคัญตรงที่นางน่ารักมากๆ ยิ้มสดใส ชวนให้เคลิ้มได้ง่ายๆ ส่วนเรื่องแสดงก็ทำได้ดี เหมาะกับหน้าที่ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าคุณคือใครมาจากไหน แต่ดูจบก็ต้องบอกว่านี่เป็นอีกดาราหนังที่มีแววรุ่งมากในอนาคต ถ้าได้บทดีๆมาช่วยดันอีกที ฉะนั้นจับตาดูนางไว้ให้ดี ส่วนรายอื่นๆก็ถือว่าเลือกมาได้สมหน้าที่ทั้งสิ้นครับ

โดยสรุป “The Witch” (2016) เป็นหนังสยอง-เขย่าขวัญที่มีบทฉลาด มันเหมือนการได้นั่งฟังเรื่องเล่าเก่าแก่ที่คนเล่ารู้ว่าควรผ่อนหนักเบาตรงไหนเพื่อให้ตรึงเราให้คาดเดากันตลอดเวลา หนังมีหลายฉากที่ผู้กำกับ Eggers จงใจแช่กล้องจับภาพบรรยากาศป่าที่น่าวังเวงให้เราได้สอดส่องสายตา พร้อมคาดหวังว่าจะเจออะไรโผล่มาบนจอไหม และ มีฉากที่ชวนให้สะดุ้งขนลุกอย่างได้ผล โดยเฉพาะเป็นอย่างมากเหตุการณ์ในช่วงท้ายที่หนังพาเราไปไกลถึงจุดที่ทุกอย่างคลี่คลายออกมาได้ชนิดน่าขนลุก ทั้งนี้เมื่อมองลึกลงไปนี่นับเป็นหนังแม่มดที่เล่าเรื่องราวมุมมองที่แปลกกว่าเรื่องอื่นๆ ผ่านเรื่องราวที่ทำให้เราคิดว่ามนุษย์เราหันหลังให้พระเจ้าได้ยังไงและทำไมถึงเลือกเดินเข้าไปในความมืด