นี่เป็นหนังที่ต้องเรียกว่าเสียงแตกอย่างแท้จริงจากผู้ชมที่พอดูจบแล้วอาจจะ “อิน” หรือ “ไม่อิน” ไปกับเรื่องราวของปัญหาผิวสีในอเมริกาที่หนังหยิบมาเล่นในวงจำกัดด้วยการใช้ตัวละครเพียง 4 คน กับ 1 ฉากเดียวแทบจะทั้งหมดอย่างแท้จริง (มีตอนจบภาพไปที่อื่นไม่กี่วินาทีกับฉากเบลอๆ ในจินตนาการอีกนิดหน่อย) ซึ่งการที่หนังเล่นอย่างนี้ได้ก็ต้องมาจากบทสนทนาเจ๋งๆ ที่ต้องเอาคนให้อยู่มือตลอด 90 นาทีของหนัง (เวลารวมเครดิต) ต้องยกเครดิตให้ว่าทำได้ดีมาตั้งแต่ละครเวทีแล้ว โดยมีการดัดแปลงเพียงนิดหน่อยเพียงแค่นั้นทั้งยังยกทีมดาราหนังจากละครเวทีมาเล่นบทเดิมทั้งหมด ซึ่งนี่น่าจะเป็นแนวทางใหม่ของ Netflix ในการสร้างคอนเทนต์จากสายละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ในที่ดินของตนเองที่มีสิทธิ์เล่าเรื่องได้อิสระกว่า โดยไม่ต้องมาไม่สบายใจเรื่องยอดรายได้จากตั๋วหนังที่ต้องมาคืนนายทุนอีกที นั่นทำให้หนังเรื่องนี้กล้ายกละครเวทีมาเล่นทั้งเรื่องอย่างงี้

 IMDB american son
คะแนนจากผู้ชมในเว็บ IMDB
หนังเล่นกับตัวละครต่างเชื้อชาติ 4 คนที่มีใจความสำคัญสีผิวมาเป็นเมนหลัก ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเชื้อชาติต่างกัน แต่แบ่งสีผิวออกเป็น 2 ข้าง ผิวดำกับผิวขาว โดยเปิดเรื่องราวขึ้นที่แม่ผิวสีที่เครียดหนักกับการที่ลูกชายหายตัวไปเกิน 24 ชั่วโมง จนระเบิดใส่นายตำรวจผิวขาวคนใหม่ที่พึ่งมาประจำโรงพักในฟลอริดา ที่ใช้เวลาเดินเรื่องถกเถียงกันเกือบครึ่งชั่วโมงในหนัง โดยมีใจความสำคัญที่ว่าม่าม้าผิวสีคิดว่าตำรวจชายหนุ่มผิวขาวไม่จริงใจกับการตามหาลูกชายของคุณ ซึ่งบทสนทนาของหนังทำเอาคนดูต้องเครียดไปกับความติสแตกของแม่ผิวสีรายนี้แน่ๆ เอาตรงๆ คือเปลี่ยนเป็นเห็นอกเห็นใจนายตำรวจผิวขาวไปเลยที่ต้องมาทนกับการถูกเหยียดหยามจากคำพูดของอีกข้าง ที่เหมือนจะไม่เชื่อว่าเขามีสำนึกของความเป็นตำรวจเลยแม้แต่น้อย…

เรื่องราวต่อมาจากนั้นก็คือการเปิดตัวละครที่ 3 เป็นสามีผิวขาวชาวไอริชที่ตัวเขาเองพึ่งแยกทางกันกับม่าม้าผิวสีด้วยปัญหานอกใจ ซึ่งตอนนี้บทคุณตำรวจผู้ถูกทำนี่ก็แปลงเป็นคนวงนอกไปแล้ว หนังกลับมาโฟกัสที่เรื่องราวชีวิตคู่ของทั้งสองคนที่มีหลายอย่างแตกต่างกันมาแต่แรก แต่ก็แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูกชายที่เป็นลูกครึ่งผิวสีอเมริกันอายุพึ่งครบ 18 ปี ซึ่งทั้งพ่อและแม่ทุ่มเทความรักและเลือกเส้นทางชีวิตให้ไว้อย่างสวยงาม โดยพยายามให้เขามีสังคมที่แตกต่างจากคนผิวดำอย่างสิ้นเชิง ทั้งให้เข้าโรงเรียนคนผิวขาวชั้นสูง การให้เรียนหรือเลือกเส้นทางไปสู่อาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งอะไรหลายๆ พวกนี้ผู้เป็นพ่อหวังดีต้องการให้ลูกหลุดออกจากปัญหาวังวนของสังคมผิวสีที่มักถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับเรื่อง แก๊ง ยาเสพติด อาชญากรรม จนแปลงเป็นแค่เห็นผิวดำก็ถูกตัดอนาคตที่ดีไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ความหวังดีนั่นกลับเปลี่ยนเป็นการรังแกทางอ้อม สร้างปมปัญหาเหยียดสีผิวให้ก่อตัวขึ้นในใจลูกชายคนนี้

รีวิว American Son หนังสะท้อนปัญหาสีผิว ที่ทั้งเรื่องเล่นกัน 4 คนในห้องๆ เดียว! 1

ช่วงองค์สองของหนังปูเรื่องราวยาวนานกว่าองค์แรกมาก ซึ่งเป็นการถกกันด้วยมุมมองที่แตกต่างของทั้งคู่ โดยที่ทั้งคู่ก็มีเหตุผลหักล้างกันไปมาว่า อะไรทำให้ลูกชายคนดีของพวกเขาเปลี่ยนไปแปลงเป็นมั่วสุมคบกับเพื่อให้นที่มีแนวโน้มก่ออาชญากรรมได้ หนังเอาความจริงสองด้านมาปะทะกัน แต่อยู่บนพื้นฐานของความรักที่มีต่อลูกคนละแบบ รวมทั้งปัญหาความรัก SEX กับชีวิตคู่ต่างผิวสีที่ทุกสิ่งเกี่ยวพันกันทั้งหมดกับเรื่องราวการหายตัวไปของลูกชายในคราวนี้

หนังลากเวลาองค์สองของเรื่องนานมาก ก่อนมาถึงบทสรุปสุดท้ายหนังในองค์สามที่เป็นการเปิดตัวละครที่ 4 นายตำรวจใหญ่ผิวสีต่างเชื้อชาติ (ในเรื่องไม่ได้บอกไว้ แต่น่าจะเม็กซิกัน) ผู้ซึ่งมารับผิดชอบคดีในตอนนี้ที่ดูจะยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กับการที่ลูกของคุณถูกตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อให้พิจารณา หนังพาไปพบกับมุมของคนกลางที่อยู่ระหว่าง สีผิว เชื้อชาติ และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาจะเป็นตัวกลางที่ช่วยคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด แต่หนังให้เวลาในองค์นี้น้อยสุดเพียงสิบกว่านาทีก็จะจบเรื่องแล้ว

อเมริกันซัน 
ดาราหนัง อเมริกันซัน จากละครเวทีมาเป็นหนังเหมือนเดิมทั้ง 4 คน
นี่เป็นหนังที่มองคนละมุมกับความถูกต้องในจิตใจ ถ้าเป็นคนผิวสีหรือผิวขาวในอเมริกาที่มีแนวคิดเอียงไปทางสีผิวของตน ก็คงดูแล้วความคิดว่ามีในมุมของตนถูกทั้งคู่ ไม่มีใครผิดหรือถูกแน่ชัดนัก แต่สำหรับเราเองที่เป็นชาวไทยและอยู่ไกลจากปัญหาการเหยียดผิวที่มีแนวโน้มกลับมาร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน คงมองเห็นเรื่องราวนี้ในสายตากลางๆ มีเหตุผลตามแบบนายตำรวจใหญ่ท้ายเรื่องที่แม้ตัวเองก็มีผิวสีดำ แต่ก็เข้าอกเข้าใจว่าปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ว่ามีคนผิดหรือถูกแต่ข้างเดียว แต่แค่ต้องยอมรับความจริงลึกๆ ว่าการเหยียดสีผิวพวกนี้ฝังรากลึกไม่ได้แก้ง่ายๆ แค่ต้องอย่าเอาตัวเข้าไปพัวพันหรืออินจนถึงขั้นดูถูกดูแคลนความคิดอีกข้างจากเรื่องสีผิวเป็นหลัก ซึ่งในหนังจะคิดว่าผิวขาวก็ถูกคนผิวสีทำเช่นกัน แต่อาจจะเพราะเรื่องราวคนผิวดำมีประวัติศาสตร์ถูกเหยียดมากกว่า จนทำให้เปลี่ยนเป็นความคิดแง่ลบส่งผลกระทบต่อสังคมมากกว่าที่คิด

หนังอาจจะไม่ได้มีแอ็กชั่นอะไรแม้แต่น้อย แถมเรื่องราววนเวียนอยู่แต่ในห้องๆ เดียว กับหลักสำคัญเดียวที่ลากยาวไปพ่วงกับปัญหาสีผิวแทบทั้งหมดในอเมริกา แต่ก็เป็นหนังที่พาให้เราคนนอกได้ฉุกคิดว่า แม้ประเทศที่เรียกว่ารุ่งเรืองและยังไม่สามารถแก้ปัญหาความแตกต่างเหลื่อมล้ำของสังคมได้ แถมยังเปลี่ยนเป็นเรื่องโกหกฉาบหน้ากันว่าไม่เหยียดสีผิว แต่แท้จริงกลับซ่อนความเหยียดไว้ภายในโดยที่ไม่รู้สึกตัว ซึ่งแม้ประเทศจะเจริญก้าวหน้ามากแค่ไหนก็ไม่อาจจะเปลี่ยนความคิดผู้คนในสังคมที่มีรอยแผลทางประวัติศาสตร์แบบงี้ได้